“ปลดล็อก SMEs ไทย ปรับตัวอย่างไรให้เติบโต” โดยฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย


เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมกับ นางสาวศราวัลย์ อังกลมเกลียว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และนางสาวฐิตา เภกานนท์ เศรษฐกร ให้ความรู้แก่สื่อมวลชน (Media Briefing) ในหัวข้อ “ปลดล็อก SMEs ไทย ปรับตัวอย่างไรให้เติบโต”

บทสรุปจากแบบสำรวจ SMEs กว่า 2,400 ราย
โดยฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย
SMEs มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และชีวิตคนไทยจำนวนมาก
เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SMEs ทั้งในฐานะเจ้าของกิจการ และลูกจ้าง แต่ในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจ SMEs ต้องเผชิญ
ความท้าทายจากเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในกระบวนการผลิต การดำเนินธุรกิจ
รวมถึงสภาพการแข่งขันจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ธปท. จึงได้ทำการ
สำรวจ SMEs กว่า 2,400 ราย ทั่วประเทศ เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และการปรับตัวเพื่อน าไปสู่การแก้ปัญหาและ
ช่วยเหลือ SMEs ให้ตรงจุด ทั้งนี้ ธปท. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากธนาคารพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่ง
ประเทศไทยและสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในการกระจายแบบสำรวจให้แก่ SMEs ในไตรมาสที่ 1 ปี 2561
ข้อสรุปสำคัญจากการสำรวจ
1. ผลสำรวจพบว่า SMEs เผชิญกับ 2 อุปสรรคหลัก คือ (1) ต้นทุนธุรกิจสูง ทั้งจากต้นทุนวัตถุดิบ
ต้นทุนทางการเงิน ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่ง และค่าสาธารณูปโภค ในขณะที่ กฎระเบียบของภาครัฐสร้างต้นทุนแฝง
ในการดำเนินธุรกิจให้แก่ SMEs และ (2) การแข่งขันรุนแรงที่มาจากรอบด้าน ทั้งจาก SMEs ด้วยกันเองจาก
ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายสาขาไปทุกพื้นที่และมีบริการที่ครบวงจร และจากธุรกิจ E-commerce ที่ทำให้ลูกค้า
มีทางเลือกในการบริโภคสินค้าและบริการที่มีราคาและคุณภาพหลากหลาย
2. SMEs ส่วนใหญ่เมื่อเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง มักใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่ม
ปริมาณขาย อย่างไรก็ตาม การแข่งด้วยราคาโดยไม่ได้พัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ หรือแตกต่างจากคู่แข่ง ส่งผล
ต่อความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง โดยผลสำรวจพบว่าร้อยละ 70 ของ SMEs ที่เน้นแข่งขันด้วยราคา
เป็นหลักประสบกับภาวะยอดขายลดลง
3. SMEs อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้การปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหา มีแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจ ดังนี้
(1) เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและการควบคุมต้นทุน ด้วยการปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาแรงงานมา
เป็นการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี รวมถึงนำระบบ IT มาใช้ในการวางแผนธุรกิจ จัดทำบัญชีและบริหาร
สต็อกสินค้า (2) พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้แตกต่างจากคู่แข่ง และใช้โอกาสจากโลกออนไลน์เพื่อ
เพิ่มช่องทางการขายและขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ
ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า การที่ SMEs ปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความสามารถทางการแข่งขัน
เพิ่มขึ้นและต้นทุนการบริหารจัดการลดลง เป็นผลให้ผลประกอบการปรับดีขึ้น และภาระต้นทุนทางการเงิน
บรรเทาลง ดังนั้น SMEs ที่มีการปรับตัวส่วนใหญ่จึงเห็นว่าต้นทุนการเงินไม่ใช่ปัญหาหลักสะท้อนจาก
ผลสำรวจของ SMEs กลุ่มนี้ที่เห็นว่า ภาระต้นทุนทางการเงินเป็นปัญหาเพียงร้อยละ 31 น้อยกว่า SMEs กลุ่มที่
ปรับตัวไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเห็นว่า ภาระต้นทุนการเงินยังเป็นปัญหาถึงร้อยละ 64
4. ผลสำรวจพบว่า การที่ SMEs ปรับตัวด้วยการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ แต่ยังคงขายสินค้าและบริการที่
ไม่มีเอกลักษณ์ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนได้ เนื่องจากตลาดออนไลน์มีการแข่งขัน
ที่รุนแรงจากคู่แข่งจำนวนมากและเน้นแข่งขันด้วยราคา ดังนั้น การมุ่งยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการให้
แตกต่างจากคู่แข่งจึงเป็นการสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจในระยะยาว
2/3
5. ในมิติของพื้นที่ SMEs ในเมืองรองมีความท้าทายมากกว่า SME ในเมืองหลักจาก (1) ขนาดของตลาด
ที่เล็ก ทำให้ต้องแข่งขันรุนแรงกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายเข้ามาในพื้นที่ อาทิ Modern trade ห้างสรรพสินค้า
และโรงแรมที่พัก ที่มีเครือข่ายจากส่วนกลาง ซึ่งมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงกว่า SMEs ในท้องถิ่น
(2) SMEs เมืองรองเผชิญต้นทุนแรงงานสูงเพราะขาดแคลนแรงงาน จากแรงงานท้องถิ่นอพยพเข้าสู่หัวเมือง
แรงงานฝีมือหายาก และแรงงานรุ่นใหม่ต้องการทำงานในสำนักงาน และ (3) โครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวย
อาทิ ถนนชำรุดและคับแคบ ต้นทุนค่าขนส่งแพงกว่าคู่แข่งในเมืองหลัก ไฟฟ้าดับบ่อย และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ไม่เสถียร เป็นปัญหาให้ SMEs เมืองรองเสียโอกาสทางการค้าและภาระต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น
ถอดบทเรียนจากผลสำรวจเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและการช่วยเหลือที่ตรงจุด
ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ขณะเดียวกันการสนับสนุนให้ SMEs
ปรับตัวและใช้เทคโนโลยีด้วยต้นทุนที่ต่ำลง มีภาระด้านต้นทุนกฎเกณฑ์และขั้นตอนการทำธุรกิจที่ลดลง
จะช่วยขยายโอกาสและสร้างความเท่าเทียมแก่ SMEs ให้มากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ในจังหวัดเมืองรอง
สำหรับ ธปท. ต้องมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกลางให้เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมทางการเงิน
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบการเงิน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุน
ที่เหมาะสม
ประการแรก ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพสินค้า
และบริการให้แตกต่างจากคู่แข่งและเป็นที่ต้องการของตลาด เตรียมความพร้อมเพื่อประยุกต์ใช้ข้อมูลและ
เทคโนโลยี ปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการภายใน รวมถึง เพิ่มช่องทางการตลาดผ่านโลกออนไลน์
ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค
ประการที่สอง ภาครัฐควรสนับสนุนให้ SMEs ปรับตัวและใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการ
จัดทำหรือสนับสนุนภาคเอกชนให้จัดทำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อาทิ Cloud, Software สำเร็จรูป หรือ
Web services สำหรับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยีในต้นทุนที่ต่ำลง รวมทั้ง ให้ความรู้และทักษะ
ที่จำเป็นต่อ SMEs ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า SMEs ยังต้องการให้เพิ่มการฝึกอบรม
แรงงาน โดยเฉพาะทักษะที่ขาดแคลน อาทิ ทักษะภาษาอังกฤษ การใช้เครื่องจักร รวมถึงการซ่อมแซมและ
บำรุงรักษา การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน โดยให้สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง
ประการที่สาม ภาครัฐควรพิจารณาลดกฎเกณฑ์ และขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เพื่อลดต้นทุนแฝงให้แก่
SMEs รวมถึงเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการภาครัฐจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ช่วยประหยัดเวลาและ
ลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อหน่วยงานรัฐ
ประการที่สี่ ภาครัฐควรพิจารณาขยายโอกาสและสร้างความเท่าเทียมให้แก่ SMEs โดยเฉพาะการลด
ความเหลื่อมล้ำจากการแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีข้อได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนและเทคโนโลยี รวมถึง
นโยบายที่ช่วยเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจูงใจให้แรงงานทำงานอยู่ในท้องถิ่น เพื่อช่วยบรรเทา
ปัญหาด้านแรงงานให้กับ SMEs ในจังหวัดเมืองรอง กอปรกับการยกระดับมาตรฐานระบบสาธารณูปโภค
รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเตอร์เน็ตในจังหวัดเมืองรองให้ทัดเทียมเมืองใหญ่
ประการสุดท้าย ธปท. ต้องมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกลางเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึง
บริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เหมาะสม โดย ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมผลักดันและส่งเสริม
SMEs ให้ใช้ระบบ Prompt pay และ QR payment ให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดต้นทุนและสร้างข้อมูลที่เป็น
Track record ที่สถาบันการเงินสามารถใช้ประกอบการให้บริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ SMEs มากขึ้น
อีกทั้ง ปฏิรูปกฎเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินที่สร้างภาระต้นทุนทางการเงินที่ไม่จำเป็น อาทิ ค่าใช้จ่าย
ในการประเมินหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อ สามารถประเมินหลักประกันเพียงครั้งเดียวสามารถยื่นขอสินเชื่อกับ
3/3
สถาบันการเงินได้หลายแห่ง จากเดิมที่ต้องมีการประเมินใหม่ทุกครั้ง นอกจากนี้ ธปท. สนับสนุนให้เกิด
Information-based lending มากขึ้น ด้วยการอนุญาตให้สถาบันการเงินใช้ข้อมูลอื่น (Alternative Data)
อาทิ ข้อมูลการให้คะแนน Rating ของผู้ใช้บริการ ข้อมูลคะแนนเครดิต ข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์
เพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
บทส่งท้าย การสร้างความสามารถในการแข่งขันของ SMEs เพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งภายใต้บริบท
ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ การแข่งขันรุนแรง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวไปพร้อมกัน
นอกจากทางการจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของ SMEs แล้วนั้น SMEs จะต้องเร่ง
ปรับตัวและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการภายในองค์กร ควบคู่ไปกับ
การสร้างสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและแตกต่าง และมีความพร้อมด้านดิจิทัลในการประยุกต์ใช้ข้อมูลในการ
ดำเนินธุรกิจในโลกยุคใหม่

#SMEs ไทย ยิ่งปรับ…ยิ่งเก่ง ยิ่งพัฒนา…ยิ่งเติบโต
ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ
สายนโยบายการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธันวาคม 2561

ข้อมูลเพิ่มเติม
ศราวัลย์ อังกลมเกลียว
โทรศัพท์ 02 283 5646
Email: Sarawana@bot.or.th
ฐิตา เภกานนท์
โทรศัพท์ 02 356 7300
Email: TitaPh@bot.or.th