10 เทคนิคกู้เงิน ฉบับ SMEs


ปัญหาหลักที่มักพบ เวลากู้เงินธนาคาร

ปัญหาการกู้เงินของผู้ประกอบการ SMEs ไม่ได้เป็นเรื่องยากหรือง่าย แต่ด้วยปัจจุบันการกู้ไม่ผ่าน หรือที่บอกว่ากู้ยาก น่าจะเป็นการสื่อสารหรือไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ ที่ความคิดเห็นในบางมุมยังไม่ตรงกัน เช่น ธนาคารต้องการข้อมูลบางอย่าง แต่ผู้กู้ไม่สามารถให้ข้อมูลที่ได้ตรงตามที่ธนาคารต้องการได้ ก็อาจทำการกู้นั้นกู้ไม่ผ่าน ดั้งนั้น ผู้ที่ต้องการกู้จะต้องเตรียมตัวพอสมควร เพื่อให้ธนาคารหรือผู้ให้กู้ มั่นใจว่า การกู้ครั้งนี้ผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้

นอกจากการสื่อสารที่เป็นปัญหาแล้ว ต้องมองในมุมผู้ให้กู้ว่า หากมีคนมากู้เงินเรา สิ่งที่เรากังวลคือวัตถุประสงค์ของเงินนี้จะนำไปทำอะไร มีโอกาสที่จะชำระคืนได้ไหม ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน สามารถชำระได้หรือไม่ ในมุมของธนาคารก็เช่นกัน การที่จะให้ SMEs หนึ่งรายกู้เงิน ธนาคารก็ต้องการทราบว่าธุรกิจที่ต้องการกู้มีศักยภาพหรือความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และความสามรถในการชำระคืนเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือเปล่า

สิ่งเหล่านี้ คือ การที่ SMEs ต้องแสดงตัวตนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์พูดคุย หรือการเตรียมข้อมูลเอกสารต่างๆ เพื่อให้ธนาคารสามารถตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่ธนาคารต้องการนั้น ลูกค้าสามารถสอบผ่านในเกณฑ์ต่างๆ ของธนาคารได้

เทคนิคที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs กู้เงินจากธนาคารได้ง่ายขึ้น
เป็นเทคนิคที่ บสย. รวบรวมจากผู้ประกอบการ SMEs และธนาคาร สรุปเป็นหัวข้อ ดังนี้
1.  พฤติกรรมการชำระหนี้ 
ทำอย่างไรให้ธนาคารรู้จักเราพอสมควร เราเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร ประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร สิ่งนี้ ถือเป็นด่านแรกที่ธนาคารจะตรวจสอบว่า ผู้ประกอบการมีประวัติชำระหนี้ที่ดีหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบธนาคารได้มากที่สุดในเรื่องพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ผ่านมาว่า ลูกค้ารายนี้เป็นลูกค้าที่ดีหรือไม่ เคยติดยอดค้างชำระอะไรหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันการยื่นขอสินเชื่อธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเอสเอ็มอี หรือสินเชื่อส่วนบุคคล หรือซื้อรถ ซื้อบ้าน ทุกคนต้องแสดงตัวตน เรื่องประวัติการชำระหนี้ จากการตรวจสอบประวัติเครดิต หรือที่เรียกว่า “เครดิตบูโร”

2. เตรียมบัญชีธุรกิจ 
การเตรียมบัญชีของกิจการหรือธุรกิจ ธนาคารจะขอดูเรื่องการเดินบัญชีว่า มีเงินบวกมากกว่าเงินออกหรือไม่  โดยจะดูเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลังไป 6 เดือน หรือ 1 ปี ขึ้นอยู่กับอายุของกิจการ

3. วัตถุประสงค์การกู้ 
แผนธุรกิจหรือแผนงานการลงทุนที่จะขอกู้ การกู้ในครั้งนี้จะนำไปลงทุนในส่วนไหนของกิจการ นำไปลงทุนขยายงาน หรือไปใช้หมุนเวียนในกิจการ เรื่องเหล่านี้ต้องตอบธนาคารให้ชัดเจน เพราะการจะกู้เงินได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับแผนงานของธุรกิจด้วยว่า เรามีความรอบคอบในการจัดแผนงานในการไปขอกู้ มีการวางแผน และประมาณการไปข้างหน้าว่า ได้เงินแล้วจะทำอะไร อย่างไร

4. เอกสารที่นอกเหนือจากแผนธุรกิจ
คือเอกสารของตัวผู้กู้ เช่น หนังสือรับรอง หนังสือจดทะเบียนบริษัท ในกรณีบุคคลธรรมดา เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ต้องเตรียมไปให้พร้อม รวมถึงเอกสารที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการ

5. ศึกษาข้อมูลสินเชื่อ
การปรึกษาธนาคารเกี่ยวกับสินเชื่อที่จะขอว่ามีกี่ประเภท แบบไหนบ้าง สินเชื่อแบบไหนควรเข้าไปปรึกษาที่ธนาคารใด หรือจะสอบถามผ่านธนาคารที่มีบัญชีอยู่แล้ว หรือสอบถามมาทาง บสย. เราจะเป็นตัวกลางในการให้ข้อมูลและคำแนะนำว่า สินเชื่อแบบไหน มีธนาคารใดให้บริการอยู่

6. ให้ข้อมูลกับธนาคารถูกต้อง ครบถ้วน
ให้ข้อมูลกิจการกับธนาคาร ข้อมูลที่ให้ต้องชัดเจน ถูกต้อง เป็นข้อมูลที่ตอบธนาคารได้อย่างมั่นใจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ธนาคารทำเรื่องในการขออนุมัติได้ง่ายขึ้น

7. เตรียมสัดส่วนเงินทุน
การเตรียมสัดส่วนเงินทุน ทั้งทุนของเราเองกับเงินที่กู้ธนาคาร ในการกู้ธุรกิจธนาคารไม่ได้ให้กู้ร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อเอาไปลงทุน แต่จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ระหว่างทุนของกิจการเองและจากทางธนาคาร ทุนในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิดสดอย่างเดียว อาจจะเป็นรถที่ซื้อใช้ในกิจการ บ้านที่เป็นที่อาศัยและออฟฟิศในตัว หรือเป็นที่สต๊อกสินค้า ให้แจ้งกับธนาคารว่าเป็นส่วนที่กิจการลงทุนมาเบื้องต้น

8. ศึกษาแนวโน้มธุรกิจ
ศึกษาแนวโน้มของธุรกิจ เมื่อดำเนินธุรกิจมาระยะหนึ่งแล้วต้องมีการศึกษาข้อมูลมาประกอบ เพราะในการขอสินเชื่อ ธนาคารจะมองแผนธุรกิจที่วางไว้ ว่าต้องไปในทิศทางเดียวกันกับการทำธุรกิจในปัจจุบันด้วย

9. กรณีได้สินเชื่อไม่ตรงตามความต้องการ
กิจการควรเตรียมเอกสารหรือข้อมูล เพื่อที่จะให้กับธนาคารเพิ่มเติม และค่อยๆ หาเหตุผลประกอบ กรณีที่ธนาคารไม่สามารถให้สินเชื่อเต็มวงเงินตามที่เราต้องการได้

10. หลักประกัน
การขอสินเชื่อ คือการสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารว่า กิจการจะสามารถชำระเงินคืนได้ ในระยะเวลา และจำนวนเงินที่ธนาคารกำหนด แต่ในเรื่องการรองรับความเสี่ยง แม้ว่าธนาคารจะพิจารณาสินเชื่ออย่างดี และอนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจตามต้องการแล้ว แต่ธนาคารเอง ก็ต้องมีการบริหารความเสี่ยง จึงต้องมีหลักประกันเป็นตัวบริหารความเสี่ยง เช่น ที่ดิน สำนักงาน เพื่อที่จะขายชำระหนี้แทน ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่ง บสย. เป็นหนึ่งในหลักประกัน ที่ผู้กู้สามารถใช้บริการได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นพันธกิจหลักของ บสย. เพื่อให้ธนาคารมีความเชื่อมั่นในการอนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs มากขึ้น