เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ชะลอลง EIC ปรับลดคาดการณ์ทั้งปีเหลือ 3.3%


สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลข GDP ไทยในไตรมาส 1 ปี 2019 ขยายตัว 2.8%YOY (เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า) หรือเติบโต 1.0% QOQ_sa (เทียบกับไตรมาสก่อนแบบปรับฤดูกาล)

หากพิจารณาด้านการใช้จ่าย (Expenditure Approach) พบว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกขยายตัวชะลอลงจากการหดตัวของภาคการส่งออกสินค้าเป็นสำคัญ

  • อุปสงค์จากต่างประเทศมีทิศทางชะลอตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าที่แท้จริงหดหัวที่ -5.4%YOY ปรับตัวลดลงหลังจากการขยายตัวที่ 0.8%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทั้งนี้มูลค่าการนำเข้าสินค้าที่แท้จริงหดตัวที่ -2.6%YOY ปรับตัวลดลงจากการขยายตัวในไตรมาสก่อนหน้าที่ 4.5%YOY โดยส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางสำหรับการผลิตสินค้าส่งออกที่ลดลง ในส่วนของการส่งออกบริการหรือการท่องเที่ยวมีการหดตัวที่ -3.6%YOY ปรับตัวลดลงจากการทรงตัวที่ 0.0%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากการลดลงของรายรับจากการท่องเที่ยว แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาสแรกจะมีการขยายตัวเล็กน้อยที่ 1.8%YOY สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกมีการปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
  • การบริโภคภาคเอกชนยังเติบโตได้ดีที่ 4.6%YOY โดยสินค้าหมวดคงทนยังขยายตัวในระดับสูงที่ 8.6%YOY โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์ที่ขยายตัวถึง 10.5%YOY เช่นเดียวกับสินค้าไม่คงทนที่ขยายตัวดีต่อเนื่องที่ 3.6%YOY ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงสนับสนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะในส่วนของวงเงินค่าซื้อสินค้ารายเดือน
  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยขยายตัวที่ 4%YOY ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 5.5%YOY ทั้งนี้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้จากการลงทุนเครื่องจักรเครื่องมือที่ขยายตัว 5.1%YOY เป็นสำคัญ โดยเฉพาะหมวดยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่งที่ขยายตัวต่อเนื่องตามปริมาณจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ที่ยังขยายตัวได้ดี เช่น รถรับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารไม่ประจำทาง และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
  • ด้านการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อการอุปโภคขยายตัวที่ 3.3%YOY โดยเป็นผลมาจากการซื้อสินค้าและบริการของภาครัฐที่ขยายตัวถึง 5.6%YOY รวมถึงสวัสดิการที่ไม่เป็นตัวเงิน (social benefit in-kind) ที่ขยายตัวได้ดีที่ 5.0%YOY
  • การลงทุนภาครัฐหดตัวเล็กน้อย โดยหดตัวในอัตราเดียวกับไตรมาสก่อนหน้าที่ -1%YOY ซึ่งการหดตัวดังกล่าวเกิดจากการลดลงของการลงทุนด้านเครื่องจักรเครื่องมือเป็นสำคัญ โดยหดตัวมากถึง -11.7%YOY ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบินไทยไม่มีการนำเข้าเครื่องบินในไตรมาสที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี การลงทุนด้านการก่อสร้างของภาครัฐมีการขยายตัวต่อเนื่องในอัตราเร่งที่ 4.1%YOY จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.1%YOY
  • ทั้งนี้ส่วนเปลี่ยนแปลงสินค้าคงเหลือก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญ โดยสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง การผลิตเครื่องยนต์และเครื่องกังหัน การผลิตนาฬิกา น้ำตาล และข้าวสาร

 

หากพิจารณาเศรษฐกิจไทยด้านการผลิต (Production Approach) เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกชะลอลงจากสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ

โดยการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวชะลอลงที่ 0.6%YOY จาก 3.5%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการหดตัวในช่วงไตรมาสแรก สำหรับภาคการเกษตรมีการขยายตัวในระดับต่ำที่ 0.9%YOY แต่นับเป็นการเร่งตัวเล็กน้อยจาก 0.7%YOY ในไตรมาสก่อนหน้า ในส่วนของภาคบริการ เกือบทุกหมวดมีการขยายตัวชะลอลง เช่น สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่ง ขยายตัวชะลอลงที่ 4.9%YOY และ 3.4%YOY ตามลำดับ โดยได้รับผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวชะลอลง ขณะที่ สาขาการก่อสร้างก็ขยายตัวชะลอลงเช่นกัน โดยขยายตัวที่ 3.0%YOY ชะลอตามการก่อสร้างของภาคเอกชนเป็นสำคัญ

 

EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2019 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.3% ต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ที่ 3.6%

เนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อภาคการส่งออกสินค้าของไทยซึ่งมากกว่าที่คาดในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา และยังรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดด้านสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าส่งออกของไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้าจีนที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ หมวดแผงวงจรไฟฟ้า ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น นอกจากนี้ สงครามการค้ายังส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากความตึงเครียดด้านการค้าและการลงทุนของโลกที่เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มเป็นปัจจัยทางอ้อมที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าของไทยได้อีกทางหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ EIC จึงประเมินว่าการส่งออกไทยปี 2019 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ที่ 2.7% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.6% เหลือขยายตัวเพียง 3.3% ในปีนี้

 

การส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มชะลอมากกว่าคาด จะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวชะลอลงบางส่วน

โดยการส่งออกสินค้าที่มีทิศทางชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามการค้า ทำให้คาดว่าการลงทุนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวเช่นกัน อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนในภาพรวมจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยล่าสุดในไตรมาส 1 การลงทุนภาครัฐด้านการก่อสร้างยังขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.1%YOY เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.1%YOY นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังอาจทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงได้บางส่วน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนกับประเด็นเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และความสามารถในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

การบริโภคภาคเอกชนปี 2019 มีทิศทางขยายตัวต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มชะลอลงหลังจากหมดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก

โดยภาพรวมการบริโภคภาคเอกชนทั้งปีมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ตามรายได้ลูกจ้างนอกภาคเกษตรที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาสแรก การบริโภคเอกชนขยายตัวได้ดีที่ 4.6%YOY ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 เป็นต้นมา นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ภาครัฐยังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของเงินโอนผ่านบัตรสวัสดิการมูลค่าประมาณ 1.32 หมื่นล้านบาท และในส่วนของมาตรการค่าลดหย่อนทางภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ จึงทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในช่วงไตรมาสที่ 2 จะยังขยายตัวดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวและหากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ก็จะทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 การบริโภคภาคเอกชนจะมีแนวโน้มชะลอตัวเล็กน้อย

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2019 ยังคงเป็นความเสี่ยงด้านสงครามการค้า และความไม่แน่นอนด้านการเมืองของไทย

โดยในปัจจุบัน จีนและสหรัฐฯ ได้เปิดฉากสงครามการค้ารอบใหม่และมีการโต้ตอบกันไปมา ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาวะสงครามการค้ายังคงมีความยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับความเสี่ยงภายในประเทศมีที่มาจากเสถียรภาพด้านการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีโอกาสสูงที่เสียงระหว่างพรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะมีจำนวนใกล้เคียงกัน ประกอบกับการที่เป็นรัฐบาลผสม จึงน่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล รวมถึงประสิทธิภาพในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวอาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่อาจส่งผลต่อเนื่องถึงการชะลอการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนได้ในระยะต่อไป

 

Published on 23 May 2019
SMEONE “ทุกเรื่องครบ…จบในที่เดียว”