คาด 20 ปีข้างหน้า มูลค่าชิ้นส่วนเครื่องยนต์ในไทยหาย 22% หลังรถยนต์ไฟฟ้าเติบโต


ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมรถยนต์โลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่รถยนต์ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียว (Internal Combustion Engine: ICE) ไปสู่ยุคที่รถยนต์ใช้ระบบขับเคลื่อนผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งในรูปแบบไม่เสียบปลั๊ก (Hybrid Electric Vehicle: HEV) และแบบเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) จนถึงการเข้ามาของรถยนต์ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวโดยรับพลังงานจากแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) ซึ่งการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์ในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงความต้องการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ ทำให้ต่างต้องหันมาปรับแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาธุรกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดังกล่าวมากขึ้น

ในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เราจะได้เห็นทิศทางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์มากขึ้น โดยเฉพาะของค่ายรถญี่ปุ่นที่จะนำกลยุทธ์การกระจายห่วงโซ่อุปทานในแนวนอน (Horizontal Specialization) มาใช้แทนที่กลยุทธ์การรวมห่วงโซ่อุปทานในแนวดิ่ง (Vertical Integration) หรือที่ในการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่นจะเรียกกันว่า Keiretsu ซึ่งเป็นแนวทางที่ค่ายรถญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้กันในการบริหารจัดการธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตนมาอย่างยาวนานต่อเนื่องตลอดหลายปี โดยการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวของค่ายรถยนต์ ผนวกกับทิศทางตลาดรถยนต์ในประเทศของไทยเองก็เดินตามกระแสโลกสู่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในประเทศด้วย ก็ย่อมส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ อย่างไม่อาจเลี่ยง เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญของค่ายรถญี่ปุ่น และหลายบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม Keiretsu ก็มีการดำเนินธุรกิจในไทยร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนใน Tier ต่างๆ ด้วย

การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกส่งผลต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานค่ายรถญี่ปุ่น

ล่าสุดจากตัวเลขปี 2561 ยอดขายรถยนต์ BEV ทั่วโลกขยับขึ้นมาสู่ระดับ 1,261,000 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.3 ของยอดขายรถยนต์รวมทั้งหมด โดยขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 66 จากปีก่อนหน้า ที่มียอดขายประมาณ 757,000 คัน จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ BEV ในจีน ซึ่งการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้ในอีก 10 ปีข้างหน้า มีการคาดการณ์กันว่ายอดขายรถยนต์ BEV ทั่วโลกจะขยับขึ้นมามีสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 10 ของยอดขายต่อปีของรถยนต์ทั้งหมดทั่วโลก บ่งชี้ให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ชัดเจนขึ้นตามลำดับว่ามีแนวโน้มเปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์เป็นหลักในการขับเคลื่อนมาสู่การใช้แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งคาดว่ากระแสดังกล่าวจะเปลี่ยนทิศทางตลาดรถยนต์โลกอย่างต่อเนื่องในอีก 10 ถึง 20 ปี ข้างหน้า ส่งผลต่อการลงทุนผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์หลายตัวที่มีแนวโน้มจะต้องลดบทบาทความสำคัญลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ ดังจะเห็นได้จากจำนวนชิ้นส่วนในระบบส่งกำลังและระบบไฟฟ้าของรถยนต์ BEV ที่ลดลงร้อยละ 71 และ 10 เมื่อเทียบกับรถยนต์ ICE ตามลำดับ

อนึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีนี้ ผลกระทบต่อชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆในตลาดโลกน่าจะยังไม่มากในระยะ 10 ปีนับจากนี้ เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนทั้งรถยนต์ ICE รถยนต์ HEV รวมถึงรถยนต์ PHEV เนื่องจากราคารถยนต์ BEV จะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้า หรือระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการใช้รถยนต์ BEV ก็ยังมีไม่เพียงพอ รวมไปถึงค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ยังต้องการเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้กระทบกับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเดิมที่ได้ลงทุนไปแล้วก่อนหน้านี้ สำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม จากสัดส่วนรถยนต์ BEV ที่มีแต่จะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นปัจจัยเร่งให้การลงทุนพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆของค่ายรถจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมเพื่อการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว รวมถึงสภาพตลาดที่มีความหลากหลายของทางเลือกรถยนต์ตามรูปแบบการใช้พลังงานที่ก็จำเป็นจะต้องพัฒนาให้เติบโตขึ้นไปพร้อมๆกันเพื่อรักษาตลาดในปัจจุบัน เป็นเหตุให้ค่ายรถ โดยเฉพาะค่ายรถญี่ปุ่น ที่หากจะยังใช้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ทำมาอย่างยาวนานด้วยการรวมห่วงโซ่อุปทานในแนวดิ่ง แบบ Keiretsu ต่อไป ก็อาจจะไม่สามารถคงความสามารถในการแข่งขันได้ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ เนื่องจาก Keiretsu มีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ ความล่าช้าของการพัฒนาเทคโนโลยีและต้นทุนที่สูง ต่างกับค่ายรถยุโรปที่ใช้กลยุทธ์การกระจายห่วงโซ่อุปทาน ทำให้การพัฒนารถยนต์ BEV รุดหน้าไปได้เร็วกว่าในปัจจุบัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จากการตระหนักถึงจุดอ่อนดังกล่าว ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เป็นเหตุให้ค่ายรถญี่ปุ่นต้องปรับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจอย่างเร่งด่วน นำมาสู่การใช้กลยุทธ์การกระจายห่วงโซ่อุปทานในแนวนอนในกลุ่มพันธมิตรค่ายรถญี่ปุ่นและผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier-1 ที่จับมือกันเพื่อพัฒนาและใช้แพลทฟอร์มร่วม ทำให้เกิดการแชร์กันได้ในส่วนของชิ้นส่วนซึ่งมีมาตรฐานร่วมกัน และลดความจำเป็นของแต่ละค่ายในการลงทุนผลิตชิ้นส่วนที่เริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง เช่น ชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ เป็นต้น ซึ่งช่วยให้เกิดการประหยัดเชิงขนาดมากขึ้นในการผลิต รวมถึงลดต้นทุนการวิจัยและพัฒนา ขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากการอาศัยความชำนาญของแต่ละบริษัทมาช่วยพัฒนาตลาดใหม่ๆของแต่ละค่ายรถ เช่น รถยนต์ ICE หรือรถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ๆที่ค่ายรถอาจไม่เคยมีความถนัดมาก่อน

ชิ้นส่วนไทยได้รับผลกระทบจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าไทยและการปรับใช้แพลทฟอร์มร่วม

จากการที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของค่ายรถญี่ปุ่น โดยเฉพาะสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อขายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดโลกในอนาคตนั้น ทำให้มีการวางแผนจัดกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าปริมาณสูงในไทยเพื่อรองรับต่อความต้องการตลาดที่จะเติบโตขึ้นในระยะยาว ซึ่งทิศทางดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ (ทั้งระบบส่งกำลังและระบบไฟฟ้า) อย่างไม่อาจเลี่ยง ไม่เพียงเท่านั้น จากที่ได้กล่าวถึงผลของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตขึ้นทำให้ค่ายรถญี่ปุ่นต้องทำการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถโดยใช้แพลทฟอร์มร่วมเพื่อรับมือ ซึ่งก็ย่อมจะส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวในทางอ้อมด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยในช่วง 10 ปีแรกนี้จะยังไม่มาก เนื่องจากเป็นช่วงของการเริ่มเข้าสู่ตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งต้องการระยะเวลาในการปรับตัวของค่ายรถ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภค ทำให้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์เป็นส่วนประกอบอย่างรถยนต์ ICE รถยนต์ HEV และรถยนต์ PHEV ยังเป็นประเภทรถยนต์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นส่วนใหญ่อยู่ถึงกว่าร้อยละ 95 อย่างไรก็ตามเมื่อถึงปีที่ 20 นับจากนี้ ซึ่งรถยนต์ BEV จะเริ่มเข้ามามีบทบาทยิ่งขึ้นโดยมีส่วนแบ่งถึงกว่า 1 ใน 5 ของยอดขายรถยนต์รวมในประเทศของไทย และในขณะเดียวกันการเติบโตของตลาดรถยนต์ BEV โลกที่เพิ่มขึ้นมากแล้วนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ทำให้การผลิตรถยนต์ BEV เพื่อการส่งออกของไทยจำต้องเร่งตัวมากขึ้นด้วย ซึ่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยในช่วงปีที่ 10 ถึง 20 นี้จะค่อยๆเห็นชัดเจนขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ หากมองถึงผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด คือ ชิ้นส่วนเกี่ยวเนื่องกับเครื่องยนต์ ทั้งกลุ่มระบบส่งกำลังและระบบไฟฟ้าแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นและการปรับตัวต่างๆจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามระยะเวลา ดังนี้

  • ในระยะ 10 ปีแรก (ปี 2562 ถึง 2571) รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนยังครองตลาดเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อค่ายรถต่างก็เข้ามาลงทุนในไทยเพื่อให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ HEV และ PHEV สำหรับรองรับตลาดในประเทศและส่งออกในระยะ 10 ปีแรกนี้ ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อชิ้นส่วนโดยรวมเพิ่มขึ้น เมื่อมาผนวกกับการปรับโครงสร้างสู่การใช้แพลทฟอร์มร่วมที่อาจส่งผลให้ค่ายรถเกิดการรวมคำสั่งซื้อมายังผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายที่มีศักยภาพมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ไทยซึ่งมีการผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องยนต์อยู่อย่างเกือบครบสมบูรณ์ มีโอกาสที่จะได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนเกี่ยวกับเครื่องยนต์ยังปรับตัวอยู่ในตลาดได้ โดยจะเน้นการเพิ่มเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการผลิตมากขึ้นเพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุน ซึ่งในระยะนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเนื่องจากตลาดรถยนต์ BEV ในไทยยังมีขนาดเล็ก ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนเกี่ยวกับเครื่องยนต์ในไทยมีโอกาสที่จะหดหายไปจากตลาดอันเนื่องจากการเข้ามาแทนที่ของรถยนต์ BEV คิดเป็นมูลค่าเพียง 3,784 ล้านบาท หรือหายไปจากความต้องการเดิมของตลาดในกรณีไม่มีรถยนต์ BEV เพียงร้อยละ 2.4
  • ในระยะ 20 ปี (ปี 2572 ถึง 2581) รถยนต์ BEV เริ่มเข้ามามีบทบาทมากในตลาดทั้งการผลิตเพื่อขายในประเทศและการส่งออก โดยในระยะนี้ความต้องการชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนระบบส่งกำลังหรือระบบไฟฟ้าจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงขึ้น จึงอาจเกิดการควบรวมกิจการกันมากขึ้นเพื่อควบคุมต้นทุน และสนองต่อนโยบายการใช้แพลทฟอร์มร่วมที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งในระยะนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าความต้องการชิ้นส่วนเกี่ยวกับเครื่องยนต์ในไทยมีโอกาสที่จะหดหายไปจากตลาดอันเนื่องจากการเข้ามาแทนที่ของรถยนต์ BEV เพิ่มสูงขึ้นมากเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 38,252 ล้านบาท หรือหายไปจากความต้องการเดิมของตลาดในกรณีไม่มีรถยนต์ BEV ถึงมากกว่าร้อยละ 22.0 อย่างไรก็ตามหากผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นจนเข้าไปอยู่ในสายการผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูงของรถยนต์ BEV โดยเฉพาะมอเตอร์และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้ ก็อาจให้ผลที่ต่างออกไปกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์โดยรวม แม้ว่ามูลค่าชิ้นส่วนเครื่องยนต์จะหายไปเป็นมูลค่าที่สูงก็ตาม

โดยสรุป เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดรถยนต์โลก รวมถึงการที่ค่ายรถญี่ปุ่นต้องปรับตัวรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยการปรับมาใช้กลยุทธ์การกระจายห่วงโซ่อุปทานในแนวนอนโดยการพัฒนาแพลทฟอร์มร่วมดังกล่าวนั้น ย่อมส่งผลในแง่ต่างๆต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์อย่างไม่อาจเลี่ยง แต่การที่ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่ค่ายรถญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังในปริมาณที่สูงนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ยังน่าจะเป็นโอกาสที่ดีต่อไทยในการดึงดูดการลงทุนชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆเข้ามาเพิ่มเติมได้ในอนาคต ภายใต้การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนรถยนต์ระดับโลกที่ยืดหยุ่นขึ้นด้วย ขณะที่ชิ้นส่วนหลายประเภทแม้ว่าจะยังมีความต้องการใช้ แต่ก็ต้องมีการปรับตัวตามเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย เช่น การปรับใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาขึ้นสำหรับชิ้นส่วนช่วงล่างและตัวถัง เป็นต้น รวมถึงอาจต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถญี่ปุ่นในการใช้แพลทฟอร์มร่วมที่อาจส่งผลทำให้จำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องลดลงในระยะยาวข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในห่วงโซ่อุปทานค่ายรถยุโรปนั้นจะต่างออกไป ระยะเวลาในการปรับตัวจะมีเพียงแค่ช่วง 3 ถึง 5 ปีนี้ เนื่องจากค่ายรถยุโรปมีแนวทางในการเร่งพัฒนารถยนต์ PHEV และ BEV ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถยุโรป โดยเฉพาะชิ้นส่วนเกี่ยวกับเครื่องยนต์อาจจำเป็นต้องเร่งปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ต่างกับค่ายรถญี่ปุ่นที่ยังพอมีเวลาให้ปรับตัวอีกอย่างน้อย 10 ปี

 

Published on 19 July 2019
SMEONE “ทุกเรื่องครบ…จบในที่เดียว”