จากสงครามการค้า สู่สงครามค่าเงิน ไทยเตรียมรับมือ...กระทบธุรกิจ!!


ท่าทีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเริ่มปรากฏชัดว่าไม่ได้หยุดแค่สงครามการค้าเท่านั้น แต่กำลังดึงภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจเข้ามาในเกมนี้ ซึ่งจุดพลิกผันใหม่ได้เริ่มขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนครั้งล่าสุดมีผลให้ทางการจีนออกมาตอบโต้ด้วยการปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงมาอยู่ระดับที่ต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับที่สำคัญทางจิตวิทยา

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าทางการจีนพร้อมที่จะตอบโต้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการลดค่าเงิน ซึ่งการปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่า ส่งผลให้ในที่สุดจีนก็เข้าข่ายประเทศที่มีพฤติกรรมบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulator) ตามข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ นำมาซึ่งความชอบธรรมให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการค้าเพื่อปกป้องการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practices) มาตรา 301 และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (CVD) ได้เข้มข้นขึ้นอีก

ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในระยะอันใกล้มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการขึ้นภาษีสินค้าจีนล็อต 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ อีกเป็นร้อยละ 25 จากประกาศล่าสุดที่จะขึ้นภาษีร้อยละ 10 ในวันที่ 1 กันยายน 2562 ที่จะถึงนี้

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ด้วยจุดเริ่มต้นของ America First ทำให้สหรัฐฯ มีท่าทีชัดเจนและแข็งกร้าวในการเจรจากับจีนแต่ละรอบ จนถลำลึกสู่เส้นทางนโยบายที่ผิดพลาดทั้งสองฝ่าย เพราะสิ่งที่ตามมากลับไม่เอื้อประโยชน์ใดๆ แต่กลับทำให้ทั้งสหรัฐฯ และจีนต้องหาวิถีทางประคองให้เศรษฐกิจไปต่อได้ท่ามกลางจุดยืนของตนเองบนเวทีโลก

ซึ่งมาตรการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันที่ทั้งคู่จะนำออกมาใช้หลังจากนี้อาจบั่นทอนเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และจีนรวมถึงดึงให้เศรษฐกิจโลกไถลอ่อนแรงลงอย่างมากในปี 2563 และอาจก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในอนาคตอันใกล้

ในขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทางการจีนอาจใช้มาตรการลดค่าเงินเพิ่มเติมเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ในอนาคต ซึ่งการอ่อนค่าลงของเงินหยวนอาจช่วยลดผลกระทบของการขึ้นภาษีต่อผู้ส่งออกจีนไปได้บ้าง และอาจช่วยประคองเศรษฐกิจจีนได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ทางการจีนน่าจะไม่ปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่ามากจนเกินไป เนื่องจากหากเงินหยวนอ่อนค่ามากจนเกินไปจะกระตุ้นให้เกิดเงินทุนไหลออกจากจีนอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพทางการเงินของจีนและลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ในขณะที่จีนพยายามเปิดเสรีตลาดการเงินเพิ่มขึ้น อีกทั้ง การอ่อนค่าของเงินหยวนส่งผลให้การนำเข้ามีมูลค่าสูงขึ้นและบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคจีน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ ทางการจีนต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาหากสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การใช้มาตรการลดค่าเงินเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และอาจช่วยประคองเศรษฐกิจจีนได้ในระยะหนึ่งเท่านั้น แต่หากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยืดเยื้อออกไปถึงปีหน้า จีนอาจหมดกระสุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการดำเนินนโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำได้จำกัดมากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางยิ่งขึ้นโดยจีนมีระดับหนี้ที่สูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าวิตกกังวล

สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การอ่อนค่าลงของค่าเงินหยวนจะส่งผลให้ค่าเงินทั้งภูมิภาคอ่อนค่าตามไปด้วย ยกเว้นบางสกุลเงิน เช่น เงินบาท ซึ่งเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินอื่นๆ เนื่องจากปัจจัยทางด้านเสถียรภาพภายนอก (External stability) ที่ส่งผลให้ไทยถูกมองเป็นแหล่งลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe heaven)

ทั้งนี้ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโลกจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนตามไปด้วย ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจทำได้เพียงออกมาตรการประคับประคองไม่ให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากจนเกินไป แต่คงไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทได้ และคงต้องปล่อยให้ทิศทางค่าเงินบาทเป็นไปตามกลไกตลาด

ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเปลี่ยนจุดยืนนโยบายทางการเงินไปในทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของค่าเงิน นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายทางการเงินผ่านทางดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ส่งผ่านไปยังอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเท่าใดนัก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทถูกขับเคลื่อนด้วยการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ ฐานะดุลการค้าของไทยยังมีแนวโน้มที่จะเกินดุลอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะสร้างแรงกดดันให้เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ โดยนับตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทแข็งค่าไปแล้วกว่าร้อยละ 5 (YTD) เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลกนั้นลดลง และส่งผลให้การส่งออกของไทยที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงอยู่แล้วนั้น มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวไปมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งที่ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยนั้นชะงักงัน

นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ ยกระดับการขึ้นภาษีสินค้าจีนล็อต 3 แสนล้านดอลลาร์ฯ อีกเป็นร้อยละ 25 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกของไทยจะขยับขึ้นใกล้เคียงกรอบบนของประมาณการที่ 3.1 พันล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2562 จากมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งภาคธุรกิจไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบอย่างมาก

ดังนั้น ภาครัฐบาลไทยทุกภาคส่วนคงต้องเร่งพิจารณามาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยที่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายอาจทำได้จำกัดในระยะข้างหน้า เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอีกด้วย ท่ามกลางการก่อหนี้ของภาคเอกชนที่สูงขึ้น อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy space) มีจำกัด ขณะที่นโยบายการคลังยังพอมีช่องทางเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบที่ส่งตรงต่อภาคธุรกิจของไทยซึ่งมีช่องว่างให้พิจารณานำมาใช้มากขึ้นทั้งการปรับลดภาษีภาคธุรกิจ และการเร่งรัดคืนภาษีส่งออก เป็นต้น

ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ในขณะที่ ในที่สุดแล้วความอยู่รอดของธุรกิจคงจะยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจแต่ละรายเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) จึงมีแนวโน้มที่จะได้รับความเสี่ยงอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการเหล่านี้

อย่างไรก็ดี การดำเนินการให้ความช่วยเหลือภาคส่งออกด้วยมาตรการด้านการคลังดังกล่าว ก็มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา นั่นก็คือประเด็นด้านความไม่เท่าเทียมและการกระจายรายได้ ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักในการออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ อย่างไรก็ดี การชะลอตัวของการส่งออกอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจไปในวงกว้างได้ ทั้งต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน ทำให้รัฐบาลคงจะต้องเร่งชั่งน้ำหนักและตัดสินใจเลือกใช้มาตรการเพื่อช่วยให้การส่งออกและเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นสงครามการค้าที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสงครามค่าเงินนี้ไปได้

 

Published on 14 August 2019
SMEONE “ทุกเรื่องครบ…จบในที่เดียว”