ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 50.3 กลับมาปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก นับจากจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเข้าสู่ภาวะ “เชื่อมั่น” อีกครั้ง แรงหนุนหลักมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มโครงการในช่วง 3 วันสุดท้ายของเดือน แต่ก็ช่วยดึงคำสั่งซื้อภาคการค้าให้เพิ่มขึ้นชัด โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะเดียวกันมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ส่งผลเด่นในเดือนสุดท้ายของโครงการ และผลของวันหยุดยาวช่วงต้น รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แรงสนับสนุนดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยระยะสั้น ขณะที่องค์ประกอบที่สะท้อนแนวโน้มระยะยาวทั้งการลงทุนและการจ้างงาน ยังอยู่ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นรวม จึงควรติดตามความต่อเนื่องของนโยบายและภาวะต้นทุนอย่างใกล้ชิด
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการผลิต อยู่ที่ระดับ 50.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 46.8 ของเดือนก่อนหน้า มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังจากชะลอตัวมาหลายไตรมาส โดยแรงหนุนจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้น
ปลายปี ทำให้หลายธุรกิจเพิ่มการเดินเครื่องและเตรียมสต็อกล่วงหน้า ทั้งนี้ยอดขายปัจจุบันยังไม่เร่งตัวชัดเจนจึงควรติดตามคำสั่งซื้อและอัตราใช้กำลังการผลิตระยะสั้น ภาคการค้าอยู่ที่ระดับ 51.3 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.0 ของเดือนก่อนหน้า ตามการใช้สิทธิ
“คนละครึ่งพลัส” ที่กระตุ้นการจับจ่ายวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น วัตถุดิบประกอบอาหารและของใช้ส่วนบุคคล ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยและค้าปลีกมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเงินช่วยเหลือเกษตรกรในเดือนก่อนหน้า ยังช่วยพยุงกำลังซื้อในหลายพื้นที่ ภาคการบริการอยู่ที่ระดับ 50.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.9 ของเดือนก่อนหน้า ซึ่งขยายตัวดีขึ้นตามผลของมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ
จึงมีการใช้สิทธิที่จองไว้ล่วงหน้าเข้ามา แม้บางพื้นที่เผชิญฝนตกต่อเนื่องส่งผลให้กิจกรรมบางประเภทดำเนินได้จำกัดก็ตาม ภาคธุรกิจการเกษตรอยู่ที่ระดับ 49.1 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.5 ของเดือนก่อนหน้า โดยความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจการเกษตรปรับดีขึ้นเล็กน้อย
ตามช่วงผลผลิตที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแต่โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและสภาพอากาศแปรปรวนซึ่งกระทบต่อผลผลิตและความแน่นอนของรายได้
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.0 มีสาเหตุมาจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ขยายตัวดีขึ้น โดยเห็นชัดในภาคการค้าปลีกในกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น วัตถุดิบประกอบอาหารและของใช้ส่วนบุคคล ขณะเดียวกันภาคการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการจับจ่ายภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าว เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 50.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.3 เนื่องจากในเขตกรุงเทพฯ มีการใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” อย่างคึกคัก ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้ารายย่อยโดยเฉพาะในหมวดสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีสำหรับกลุ่มรายได้ปานกลาง พบว่า มีการย้ายมาซื้อผ่านโครงการแทนการใช้จ่ายตามปกติ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.8 ได้รับแรงส่งทั้งสองด้านจากเงินช่วยเหลือเกษตรกรในเดือนก่อนที่ช่วยพยุงรายได้ครัวเรือนบางส่วน และผลของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กระตุ้นการใช้จ่ายในวงกว้างสอดคล้องกับภาพการค้าปลีกที่กลับมาคึกคัก ขณะเดียวกันภาคการผลิตเริ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับอุปสงค์ดังกล่าวในระยะสั้น ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.2 แม้มีฝนตกในหลายพื้นที่ตอนบนของภาคเหนือแต่กิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากวันหยุดในเดือนดังกล่าวร่วมกับการใช้สิทธิ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการและมีการจองล่วงหน้ามาตั้งแต่ก่อนหน้า ส่งผลให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เช่น เชียงราย ภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 50.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.1 หลังจากลดกำลังการผลิตต่อเนื่อง2 ไตรมาสติดต่อกันภายใต้อุปสงค์ที่ชะลอตัว ภาคธุรกิจเริ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตไว้ล่วงหน้า ตามความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันยอดขายยังไม่เร่งตัวอย่างชัดเจนแต่มีสัญญาณการเตรียมสต็อกและการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นเพื่อเตรียมรองรับยอดขายในช่วงถัดไป ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 49.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.6 แม้บางพื้นที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นตามการใช้จ่ายภายในจังหวัดจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แต่ยังมีฝนตกหนักต่อเนื่องกระทบต่อการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวหลายแห่ง ส่งผลให้ภาคใต้ยังเป็นภูมิภาคเดียวที่อยู่ต่ำกว่าค่าฐาน
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า กลับมาปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 50.9 สะท้อนความคาดหวังต่อกิจกรรมเศรษฐกิจช่วงปลายปีและปีใหม่ที่คึกคัก ประกอบกับบรรยากาศบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่เริ่มผ่อนคลายหลังการลงนามปฏิญญาร่วม ช่วยหนุนทิศทางโดยรวมให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามอาจมีการดำเนินกิจกรรมในช่วงเทศกาลและการส่งเสริมการขายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ MSME ในหัวข้อประเด็นที่น่าสนใจ เรื่อง มุมมองผู้ประกอบการ SME ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,819 ราย จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22 - 31 ตุลาคม 2568 สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1s0cvdQX0UR00kRjZVl28XWvhcXwuBn1e/view?usp=sharing
![]()
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdPCmqEawYNPkayl0vPPBhYkmud5YS1bQdXGf99UG6E2tpqZg/closedform
ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอ ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มธุรกิจที่สามารถ “ไปต่อได้” เพราะเป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน
5 กลุ่มธุรกิจที่ยังมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่
จุดร่วมของธุรกิจที่สามารถอยู่รอดได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอ คือ
สรุป
เศรษฐกิจชะลอไม่ใช่อุปสรรคที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการไม่ยอมปรับตัว ธุรกิจที่รู้จักปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค จะยังสามารถเติบโตได้แม้ในช่วงเวลาที่ท้าทาย
ผู้ประกอบการ SME จำนวนไม่น้อย “รู้ยอดขาย แต่ไม่รู้กำไรจริง” ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงระยะยาวต่อการเติบโตของธุรกิจ การสรุปต้นทุน–กำไรทั้งปีจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาธุรกิจอย่างมีทิศทางและยั่งยืน
การสรุปต้นทุน–กำไรที่ถูกต้อง ต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลสำคัญ ได้แก่
เมื่อรวบรวมข้อมูลครบแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถตอบคำถามสำคัญของธุรกิจได้อย่างชัดเจน เช่น
อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญของการสรุปต้นทุน–กำไร คือการช่วยให้ผู้ประกอบการ “วางแผนปีถัดไปได้อย่างแม่นยำ” ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การปรับราคาสินค้า การควบคุมค่าใช้จ่าย หรือการลงทุนเพิ่มเติมในสินค้าที่ทำกำไรดี
สรุป
การรู้กำไรจริงสำคัญกว่ายอดขาย การมีตัวเลขที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจ และเติบโตอย่างมีระบบ ไม่ใช่เติบโตจากการคาดเดา
ขายได้จริง ไม่เพิ่มต้นทุนเกินจำเป็น
ช่วงปลายปีถือเป็นฤดูกาลแห่งการให้ของขวัญ ทำให้สินค้าในรูปแบบ Gift Set ได้รับความนิยม เพราะช่วยประหยัดเวลาในการเลือกซื้อและให้ความรู้สึกพิเศษมากกว่าสินค้าเดี่ยว สำหรับผู้ประกอบการ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการเพิ่มยอดขาย โดยไม่จำเป็นต้องออกสินค้าใหม่หรือเพิ่มต้นทุนสูง หากวางแผนอย่างเหมาะสม
Gift Set ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนสินค้า แต่คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า
ได้ของครบ ใช้งานได้จริง
คุ้มค่ากว่าการซื้อแยก
เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญทันที
ทั้งหมดนี้สามารถทำได้ด้วยการจัดเซ็ตอย่างเป็นระบบ
จับคู่สินค้าขายดี กับสินค้าขายช้า
ช่วยระบายสต็อก เพิ่มมูลค่าต่อบิล และลดความเสี่ยงในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า
ตั้งราคาให้ตัดสินใจง่าย
เช่น ราคาลงท้ายเลข 9 และตั้งราคาต่ำกว่าการซื้อแยกรวมอย่างชัดเจน
เพิ่มมูลค่าด้วยบรรจุภัณฑ์
กล่องหรือแพ็กเกจเรียบหรู เพิ่มความรู้สึกพรีเมียมโดยใช้ต้นทุนเพิ่มเพียงเล็กน้อย
สร้างความเร่งด่วนด้วย Limited Set
กระตุ้นการตัดสินใจและช่วยปิดการขายได้เร็วขึ้น
สื่อสารความคุ้มค่าให้ชัดเจน
เช่น ประหยัดกว่ากี่บาท หรือได้สินค้าเพิ่มอะไรบ้างในเซ็ต
ไม่ตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนรวมของสินค้า
หลีกเลี่ยงสินค้าที่ใกล้หมดอายุ หากควบคุมระยะเวลาขายไม่ได้
ตรวจสอบสต็อกให้เพียงพอเพื่อป้องกันปัญหาส่งของไม่ครบ
Gift Set ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ช่วงเทศกาล แต่เป็นเครื่องมือเพิ่มยอดขายที่ SME ใช้ได้จริงด้วยต้นทุนต่ำ หากวางแผนดี จะช่วยระบายสต็อก เพิ่มมูลค่าการขาย และเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ได้พร้อมกันในช่วงปลายปี