จาก ‘ความเชื่อ’ สู่ ‘ความแม่นยำ’: พลิกโฉมเกษตรไทยด้วย AI รายต้น

ในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวนจนคาดเดาไม่ได้ และต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำเกษตรแบบ “พึ่งดวง” หรือใช้เพียง “ประสบการณ์” อาจไม่เพียงพอที่จะพาธุรกิจให้อยู่รอดได้อีกต่อไป หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ SME ภาคเกษตรไทยก้าวข้ามขีดจำกัดนี้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Farm ที่ขับเคลื่อนด้วย AI (Artificial Intelligence) ซึ่งเปลี่ยนจากการดูแลแบบเหมาทั้งแปลง มาเป็นการดูแล “รายต้น” อย่างแม่นยำ

ทำไม AI ถึงเป็น ‘ทางรอด’ ไม่ใช่แค่ ‘ทางเลือก’?

เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มักประสบปัญหาการใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเกินความจำเป็น เพราะเมื่อพบโรคพืชในบางจุด เรามักจะเลือกฉีดพ่นทั้งไร่เพื่อป้องกันไว้ก่อน แต่ AI จะเข้ามาเปลี่ยนเกมนี้ผ่านระบบ Precision Farming หรือเกษตรแม่นยำ:

  1. ลดต้นทุนด้วยการจัดการเฉพาะจุด (Targeted Spraying): AI สามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายจากโดรนหรือกล้องในไร่เพื่อระบุว่าต้นไหนเริ่มป่วย หรือโซนไหนขาดน้ำ ทำให้เราเลือกให้ปุ๋ยและยาเฉพาะจุดที่ต้องการจริงๆ ลดการสิ้นเปลืองสารเคมีและลดสารตกค้างในดิน

  2. Edge AI: สมองกลที่ตัดสินใจได้ทันที: เทรนด์ใหม่คือการใช้ AI ที่ประมวลผลได้ในพื้นที่ (Edge AI) ไม่ต้องรอเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ทำให้ระบบรดน้ำหรือให้ปุ๋ยอัตโนมัติทำงานได้ทันทีเมื่อตรวจพบความผิดปกติ ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาระบบล่ม

Small Data: ข้อมูลในสวนคือขุมทรัพย์ที่แท้จริง

หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องใช้ระบบราคาแพงจากต่างประเทศเท่านั้นถึงจะสำเร็จ แต่ในความเป็นจริง AI จะฉลาดได้ต้องอาศัยข้อมูลที่ “เข้าใจบริบทไทย” แนวทางที่ยั่งยืนสำหรับ SME คือการสร้าง AI ประจำสวนของตัวเองด้วยการสะสม Small Data:

  • บันทึกภาพถ่าย: เก็บรูปใบพืชที่สุขภาพดีและพืชที่เป็นโรคในพื้นที่จริง

  • ข้อมูลสภาพแวดล้อม: บันทึกความชื้นดิน อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝนรายวัน

  • ประวัติการจัดการ: วันที่ใส่ปุ๋ย ชนิดสารเคมี และการลุกลามของโรค

ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน “ทุนดิจิทัล” ที่ยิ่งสะสมมาก AI ก็จะยิ่งวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัวที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้

ก้าวแรกสู่ Smart Farm สำหรับ SME

การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องลงทุนหลักล้านในวันเดียว แต่ควรเริ่มจากการ “เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสินทรัพย์”:

  • เริ่มเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ: แม้จะยังไม่มีหุ่นยนต์ แต่การเริ่มบันทึกข้อมูลดิจิทัลวันนี้คือรากฐานสำคัญ

  • เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม: เน้นระบบที่ปรับแต่ง (Fine-tuning) ให้เข้ากับสภาพดินและอากาศของไทยได้จริง

  • มองหา Yield Premium: ใช้ความแม่นยำในการยกระดับคุณภาพผลผลิต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ตลาดที่ต้องการความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้

บทสรุป: AI การเกษตรไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่คน แต่เข้ามาเพื่อเป็น “คู่คิด” ที่ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้คมชัดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูล ในโลกที่ความผันผวนคือความปกติใหม่ ผู้ชนะไม่ใช่คนที่ซื้อเทคโนโลยีแพงที่สุด แต่คือคนที่รู้จัก “ข้อมูลในสวนตัวเอง” ดีที่สุด และนำมาใช้อย่างชาญฉลาดนั่นเอง

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก: SME Insights โดยธนาคารกรุงเทพ

บทความแนะนำ

เจาะลึกสินเชื่อ "เถ้าแก่แฟรนไชส์": โอกาสทองของ SME ไทย ปี 2569

สำหรับผู้ประกอบการ SME หรือใครที่ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ แต่ยังติดปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน โครงการ "สินเชื่อเถ้าแก่แฟรนไชส์" คือคำตอบที่น่าสนใจมากครับ โครงการนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือเพื่อปลุกพลัง SME ให้เข้าถึงมาตรฐานแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพ

จุดเด่นของโครงการ

โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเดิมที่ต้องการขยายสาขา โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • วงเงินกู้สูง: อนุมัติสูงสุดถึง 30 ล้านบาท ต่อราย

  • ดอกเบี้ยต่ำช่วงเริ่มต้น: ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 3% ต่อปี (ปีที่ 4-10 เป็นไปตามเกณฑ์ธนาคาร)

  • ผ่อนนาน สบายกระเป๋า: ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 10 ปี และที่สำคัญคือ ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน ช่วยให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดในช่วงตั้งตัว


คุณสมบัติผู้สมัคร

ไม่ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ก็สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ โดยมีเงื่อนไขหลัก ๆ คือ:

  1. เป็นผู้ประกอบการ SME (บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล)

  2. มือใหม่ทำได้: หากขอกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ทำธุรกิจมาก่อน

  3. มีประวัติชำระหนี้ปกติ

  4. ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ สสว.


รายละเอียดสินเชื่อและหลักประกัน

หัวข้อ รายละเอียด
ประเภทสินเชื่อ เงินกู้ระยะยาว (Fix Loan) และ/หรือ เงินทุนหมุนเวียน (PN)
หลักประกัน สามารถใช้ บสย. ค้ำประกันได้ และ/หรือ หลักประกันตามเกณฑ์ธนาคาร
ระยะเวลาโครงการ วันนี้ ถึง 30 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าวงเงินจะหมด)

บทความแนะนำ

เจาะลึกสินเชื่อ "คู่ค้าดี มีทุน" (Supply Chain For Buyer) จาก SME D Bank

💰 สินเชื่อ "คู่ค้าดี มีทุน" (Supply Chain For Buyer) โดย SME D Bank

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่เป็น "ผู้ซื้อ" (Buyer) และกำลังมองหาเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ สินเชื่อตัวนี้คือคำตอบที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณหมุนเวียนได้อย่างไร้รอยต่อ


📌 1. วัตถุประสงค์โครงการ

มุ่งเน้นสนับสนุน SME ในเครือข่ายของบริษัทผู้ขาย (Sponsor) ที่ทำข้อตกลงกับธนาคาร เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจ

💳 2. รายละเอียดและเงื่อนไขสินเชื่อ

  • วงเงินกู้: สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย

  • อัตราดอกเบี้ย: เริ่มต้นที่ MOR + 1.00% ต่อปี

  • ประเภทสินเชื่อ: วงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD : Overdraft)

  • ระยะเวลากู้ยืม: หมุนเวียนปีต่อปี

✅ 3. คุณสมบัติของผู้สมัคร

  • เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ทำธุรกรรมกับผู้ขายที่มีข้อตกลงกับธนาคาร

  • ดำเนินธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี (นับรวมประสบการณ์ได้)

  • เป็นคู่ค้ากับผู้ขายมาไม่น้อยกว่า 1 ปี (และมียอดซื้อขายกันในช่วง 6 เดือนล่าสุด)

  • ประวัติทางการเงินดี: ไม่เป็น NPL, ไม่ถูกดำเนินคดี/พิทักษ์ทรัพย์ หรือล้มละลาย

  • ผู้ซื้อและผู้ขายต้อง ไม่ใช่ บุคคลหรือกลุ่มกิจการเดียวกัน

  • ยินยอมใช้ระบบ Supply Chain Financing ของธนาคาร

🔒 4. หลักประกันและค่าธรรมเนียม

  • หลักประกัน: ใช้ บสย. ค้ำประกันได้ หรือใช้หลักประกันตามเกณฑ์ธนาคาร

  • ค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front End Fee): 2.0% ของวงเงินอนุมัติ

  • ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เป็นไปตามเกณฑ์ของ บสย. และธนาคาร


💡 สรุป : หากคุณเป็นคู่ค้าที่ดีกับบริษัทใหญ่ที่มีดีลกับ SME D Bank และต้องการวงเงิน OD ไว้สำรองจ่ายค่าสินค้า วงเงิน 5 ล้านบาท นี้ถือว่าตอบโจทย์มาก


📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

บทความแนะนำ

ขอเชิญผู้ประกอบการร่วมเปิดมุมมอง “การใช้ข้อมูล” เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ พร้อมร่วมแชร์ไอเดีย และออกแบบ Data & AI ที่ตอบโจทย์ SME ไทย

ขอเชิญผู้ประกอบการร่วมเปิดมุมมอง “การใช้ข้อมูล” เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ พร้อมร่วมแชร์ไอเดีย และออกแบบ Data & AI ที่ตอบโจทย์ SME ไทย
จัดโดย สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (สขญ.) 

🗓 วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569
⏰ เวลา 13:00 - 16:00
📍 ห้องสุขุมวิท 3-4 ชั้น 8 โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท

✨ Highlight ภายในงาน

  • Travel Link แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยว ที่พลิกธุรกิจท่องเที่ยวไทย ตัวอย่างความสำเร็จจากการนำข้อมูลภาครัฐและเอกชนที่เรา “เคยมองข้าม” มาวิเคราะห์
  • Bangkok Swim Team ธุรกิจโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ที่ปลดล็อกศักยภาพจากกระดาษสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล สู่การขยายฐานลูกค้าหลักพัน
  • เวทีเสวนาร่วมหาคำตอบ “Data และ AI แบบไหน ตอบโจทย์ SME ไทย” โดย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนผู้ประกอบการที่ใช้ข้อมูล และให้บริการโซลูชั่นข้อมูล
  • ร่วมแชร์ไอเดีย ระดมสมอง บอกปัญหา และมองหาทางออก กับ Workshop “ข้อมูลแบบนี้ ที่ SME อยากได้” เพื่อใช้สื่อสารไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ลงทะเบียนฟรี! >>> https://bridge.bdi.or.th/events/ctd-7may-data-ai-sme/

บทความแนะนำ

📌 SME Hot Alert 📝 EP. 17 วิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง! กระแทกต้นทุน SME สะเทือนเศรษฐกิจไทยรอบด้าน

📌 SME Hot Alert 📝
EP. 17 วิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง! กระแทกต้นทุน SME สะเทือนเศรษฐกิจไทยรอบด้าน

📚โดย ฝ่ายวิเคราะห์สถานการณ์และเตือนภัยทางเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

📊 เจาะลึกวิกฤตต้นทุนที่ SME แบกรับ จากการวิเคราะห์ของ สสว. พบว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนอย่างหนัก โดยแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
⚡️กลุ่มวิกฤต (ต้นทุนน้ำมัน มากกว่าร้อยละ 20.0) ประกอบด้วย SME ในกลุ่มโลจิสติกส์ และบริการด้านขนส่ง เช่น รถบรรทุกส่งของ ผู้ให้บริการคลังสินค้าและจุดกระจาย มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง
ร้อยละ 36.8 ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงขาดทุนสูงสุดหากไม่ปรับขึ้นค่าบริการ หากราคาน้ำมันขยับเพียงนิดเดียว สภาพคล่องจะหดหายอย่างมากทันที รองลงมาได้แก่ โรงโม่หินขนาดเล็ก และสวนผลไม้ส่งออก (เช่น ทุเรียน มังคุด) ธุรกิจเหล่านี้พึ่งพาน้ำมันในเครื่องจักรหนักและระบบชลประทานอย่างมาก จากฐานข้อมูล สสว. ปี 2568 พบว่า มีจำนวน SME 35,285 ราย และจำนวนการจ้างงาน 58,368 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้จนถึงสิ้นปี คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลงเท่ากับ 2,794 ล้านบาท
⚡️กลุ่มเฝ้าระวังสูง (ต้นทุนน้ำมัน ร้อยละ 10.0-20.0) ประกอบด้วย ธุรกิจด้านเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูป และธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ผลิตอาหารเม็ด หรือขนมขบเคี้ยว ต้องใช้ความร้อนสูง และมีขั้นตอนการขนส่งวัตถุดิบปริมาณมาก จะกดดันให้ราคาเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูปในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตาม นอกจากนี้ ธุรกิจบริการทางการเกษตร เช่น รถไถ รถเกี่ยวข้าว และโดรนพ่นยา อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าจ้างตามราคาน้ำมัน เป็นการซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเข้าไปอีก ซึ่งกลุ่มเฝ้าระวังสูงนี้ มีจำนวน SME 29,809 ราย และจำนวนการจ้างงาน 113,793 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงนี้จนถึงสิ้นปี 2569 คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลงเท่ากับ 7,086 ล้านบาท
⚡️กลุ่มรับแรงกระแทกทางอ้อม (ต้นทุนน้ำมัน ร้อยละ 5.0-10.0) ประกอบด้วย ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักรที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) จุดอ่อนสำคัญ (Pain point) คือ SME ส่วนใหญ่เป็นผู้รับราคา (Price Taker) ที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้อย่างอิสระ ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนจนกำไรหดหายท่ามกลางกำลังซื้อที่หดตัว ดังนั้น เมื่อต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลงไปอีก ซึ่งกลุ่มรับแรงกระแทกทางอ้อม มีจำนวน SME 40,675 ราย และจำนวนการจ้างงาน 442,030 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้จนถึงสิ้นปี 2569 คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลง 11,901 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมผลกระทบจากราคาน้ำมันในธุรกิจ SME ทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า ได้รับผลกระทบต่อรายได้รวม 21,781 ล้านบาท โดยหากสถานการณ์สงครามและระดับราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่เช่นนี้จนถึงสิ้นปี 2569 จะทำให้มูลค่า GDP SME ปี 2569 ลดลง ร้อยละ 0.3 สิ่งที่เป็นอุปสรรคของ SME คือ การที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้อย่างอิสระ หรือเป็น price taker ต้องแบกภาระทั้งจากฝั่งต้นทุน และจากฝั่งรายได้ที่หดหายจากกำลังซื้อของประชาชน
📈 ภาวะเงินเฟ้อ สัญญาณอันตรายจาก Cost-Push เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุนที่รุนแรง จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังสร้างภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน "Cost-push Inflation" คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) จะพลิกจากติดลบ ร้อยละ 0.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กลับมาเป็นบวกและอาจพุ่งขึ้น ร้อยละ 0.5-1.0 ภายในระยะเวลา 1-3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้ออาจไปถึงระดับ ร้อยละ 1.5-5.0 สิ่งที่ตามมาคือ ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ค่าไฟฟ้า (FT) ตลอดจนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทุกประเภทจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
🚢 การส่งออกสะดุด! ต้นทุนขนส่งพุ่ง คำสั่งซื้อหด สงครามส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกของ SME ไทยผ่านต้นทุนค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและสินค้าไทยแข่งขันยาก โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีสัดส่วนการส่งออก ร้อยละ 12.5 ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ในกลุ่มประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อโลกที่สูงขึ้นยังทำให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าส่งออกของไทยลดลง
✈️ การท่องเที่ยวซบเซา ตั๋วเครื่องบินแพง เที่ยวบินลด จากภาวะต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันอากาศยานพุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ประกอบกับใช้ระยะเวลาบินยาวนานกว่าปกติ เนื่องจากการต้องบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่ขัดแย้ง ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สายการบินต้องปรับขึ้นราคาตั๋วอย่างน้อย ร้อยละ 10.0-15.0 ผลกระทบเชิงประจักษ์ คือ ตลาดยุโรปซึ่งอ่อนไหวต่อต้นทุนเริ่มหดตัวลง ร้อยละ 7.4 และมีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 1,000 เที่ยว (ร้อยละ 3.0 ของทั้งหมด) ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 8 สัปดาห์ อาจทำให้นักท่องเที่ยวหายไปถึง 600,000 คน สร้างความสูญเสียระดับ 10,000 ล้านบาท และบีบอัตรากำไรของธุรกิจโรงแรมและบริการอย่างหนัก
🔍 วิเคราะห์เชิงลึก โครงสร้างที่เปราะบางและทางรอดของเศรษฐกิจ สสว. มองว่าจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้สะท้อน "จุดเปราะบาง" ของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 58.0 นอกจากนี้ SME ไทย ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจภายใต้ส่วนต่างกำไร (Profit Margin) ที่ค่อนข้างแคบ โดยค่าเฉลี่ยของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในกลุ่ม SME ที่มีอยู่ ร้อยละ 28.0 แต่มีกลุ่มธุรกิจจำนวนมาก ที่มีกำไรขั้นต้นต่ำกว่าร้อยละ 20.0 เช่น ภาคเกษตรกรรม ประมง ค้าส่งค้าปลีก และสิ่งทอ เมื่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจเหล่านี้จึงไม่มี "ส่วนต่างกำไร" เพียงพอที่จะดูดซับต้นทุนไว้ได้ แรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม SME คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคแรงงาน ซึ่งอาจจะต้องเผชิญกับการลดตำแหน่งงานหรือการลดค่าจ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ต้องลดรายจ่ายเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้
✨ บทสรุปและทางรอด วิกฤตครั้งนี้ต้องเป็นจุดเปลี่ยนให้ SME ไทยตื่นตัว ผู้ประกอบการ SME ต้องมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Tech Logistics) รวมถึงเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด (Smart Green Industry) เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระดับมหภาค ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง (Modal Shift) เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ระยะยาว หาก SME ยังมีความเชื่อแบบเดิมว่า ตนเองจะไม่ได้รับผลกระทบจากความชะล่าใจเกินไป (Complacency Risk) ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในที่สุด

☎️หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณธนบดี เบอร์ 29179 คุณณัฏฐกฤติ เบอร์ 29181 คุณกัญญา เบอร์ 29180 ส่วนเครื่องมือและประมาณการเศรษฐกิจ ฝวต.

บทความแนะนำ

Clear Cache
Clear All Cache
Enable Page Cache
Disable Page Cache