เทศกาลอีสานสรา้งสรรค์2569 (Isan Creative Festival 2026) “นอรท์ อีส - เดิน : NORTHEAST MODERN” พรอ้ มสรรพ | ปรบั ตัว | ม่วนมิตร 11 - 19 กรกฎาคม 2569

เทศกาลอีสานสรา้งสรรค์ 2569 (Isan Creative Festival 2026)
“นอรท์ อีส - เดิน : NORTHEAST MODERN”
พรอ้ มสรรพ | ปรบั ตัว | ม่วนมิตร
11 - 19 กรกฎาคม 2569

เทศกาลอีสานสรา้งสรรค์2569 หรอื Isan Creative Festival 2026 (ISANCF2026) กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 6
โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์(องค์การมหาชน) หรือ CEA ภายใต้แนวคิด “นอรท์ อีส - เดิน : NORTHEAST MODERN พรอ้มสรรพ | ปรับตัว | ม่วนมิตร”
เทศกาลที่นำเสนอความ "เดิ้น" ของอีสานในโลกยุคใหม่ ที่ไม่ใช่ความฉูดฉาด แต่คือความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง

20 จังหวัดในภูมิภาคอีสานมีศักยภาพที่หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา พื้นที่ชายแดน เกษตรกรรม และการ ท่องเที่ยว แต่ละพื้นที่ มีจุดแข็งเฉพาะของตนเอง อีสานจึงไม่ใช่เพียงภูมิภาคขนาดใหญ่
แต่คือ “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่พรอ้มพัฒนาเป็นธุรกิจสรา้งสรรค์และระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ในระดับภูมิภาค

จากคําถามว่าอีสาน “มีอะไร” สู่คําตอบว่าอีสาน “ทําอะไรได้” ร่วมพิสูจน์ศักยภาพ NORTHEAST ฉบับ MODERN ที่ทั้งมั่นใจ แข่งขันได้เปิดกว้าง และยังคงความเป็นมิตรในแบบ ฉบับอีสาน

แกนแนวคิดหลักของเทศกาลฯ พร้อมสรรพ (ABUNDANCE) อีสานรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม สินทรัพย์ ท้องถิ่น อาหาร ดนตรีศิลปะ และธรรมชาติที่หลากหลาย ทุกองค์ประกอบ
สะท้อนถึงความ “พรอ้มสรรพ” ที่เป็นโอกาสในการต่อยอดอย่างสร้างสรรค์พรอ้มเสิรฟ์ ประสบการณ์อีสานสู่สายตาโลก

ปรับตัว (ADAPTATION) “การปรับตัว” คือหัวใจของวิถีชีวิตชาวอีสาน ที่สามารถนํารากวัฒนธรรมดั้งเดิมมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย อยู่เสมอ ไม่เพียงทําให้อยู่รอด กระบวนการนี้ ยังเชื่อมโอกาสทางธุรกิจ
ส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขัน และสรา้งความเข้มแข็งให้ภูมิภาคท่ามกลางโลกที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ม่วนมิตร (CONNECTIVITY) “ความม่วน” มิตรภาพ และความอบอุ่น คือพลังแห่งการเชื่อมโยงผู้คน
จากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม สรา้งบรรยากาศแห่งการพบปะ แลกเปลี่ยน และความคิดสรา้งสรรค์
ที่เต็มไปด้วยโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจที่ทําให้ ภูมิภาคน ี เติบโตอย่างร่วมสมัยและมั่นคง

พื้นที่จัดงานและรูปแบบกิจกรรม เทศกาลอีสานสรา้งสรรค์ 2569 จัดขึ้นเป็นเวลา 9 วัน ระหว่างวันที่ 11 - 19 กรกฎาคม 2569
ใน 4 พื้นที่ หลัก ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรลัขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสรา้งสรรค์ศรีจันทร์และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า นานาชาติไคซ์รวมถึงพื้นที่ อื่นๆ ในภาคอีสาน

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและขั้นตอนการสมัครได้ที่ >>> https://drive.google.com/drive/folders/1HJ5v5QLjGMu8cFiZWMDnGWGS6aYCOTWN

ติดตามความเคลื่อนไหว www.Isancreativefestival.com FB/IG: Isancreativefestival #ISANCREATIVEFESTIVAL #เทศกาลอีสานสรา้งสรรค์ #ISANCF2026 #NORTHEASTMODERN

 

บทความแนะนำ

ถอดรหัส Pet Humanization: โอกาสทอง SME ไทย เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่ 'สัตว์' แต่คือ 'ครอบครัว'

ในยุคที่นิยามของคำว่า "บ้าน" เปลี่ยนไป สัตว์เลี้ยงได้ขยับฐานะจากผู้เฝ้าบ้านสู่ "สมาชิกคนสำคัญในครอบครัว" อย่างเต็มรูปแบบ กระแสนี้ไม่ได้สร้างแค่ความสุขทางใจ แต่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเทรนด์ Longevity หรือการส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ที่ SME ไทยไม่ควรมองข้าม

1. ขาย 'ความรู้' ควบคู่ 'ความรัก'

หัวใจสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักคือ เจ้าของยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่สินค้าราคาถูก แต่ต้องการ "ทางออกด้านสุขภาพ" * Preventive Care: SME สามารถสร้างจุดต่างด้วยการให้ข้อมูลเรื่องการป้องกันโรค (เช่น โรคนิ่วในแมว) แทนที่จะรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา

  • Prescription Diet: ตลาดอาหารประกอบการรักษาโรค หรือโภชนาการเฉพาะทาง (เช่น โรคไต หัวใจ ผิวหนัง) มีความต้องการสูงมาก เพราะเป็นสินค้าที่ "ขาดไม่ได้" สำหรับสัตว์ป่วย

2. เจาะกลยุทธ์การตลาดตาม Generation

การทำตลาดแบบเหมารวมใช้ไม่ได้อีกต่อไป SME ต้องเข้าใจพฤติกรรมที่ต่างกันสุดขั้ว:

  • Gen Z (ดาวรุ่งพุ่งแรง): เน้นความสะดวกผ่าน E-commerce ตัดสินใจซื้อจาก "คอนเทนต์" ที่น่าสนใจ ชอบทดลองแบรนด์ใหม่ๆ ไม่ยึดติดชื่อเสียงเดิมๆ (กลยุทธ์: ทำคลิปสั้น เน้น Visual และเปิดร้านบนแพลตฟอร์มออนไลน์)

  • Gen X (พี่ใหญ่สายเปย์): มียอดใช้จ่ายต่อเดือนสูงถึง 5,000-6,000 บาท เน้นความคุ้มค่าระยะยาวและความน่าเชื่อถือ มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูง (กลยุทธ์: สร้างโปรแกรมสมาชิก (Loyalty Program) และเน้นบริการหลังการขายที่จริงใจ)

3. 'แมว' และ 'สุนัขพันธุ์เล็ก' คือคำตอบของคนเมือง

ด้วยไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ตลาดแมวจึงเติบโตแซงหน้าสุนัขอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากใช้พื้นที่น้อยและเงียบสงบ ขณะที่ฝั่งสุนัขเองก็เปลี่ยนเทรนด์สู่สายพันธุ์เล็ก เช่น ปอมเมอเรเนียน หรือชิวาวา

โอกาส SME: พัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์พื้นที่จำกัด เช่น เฟอร์นิเจอร์สัตว์เลี้ยงแบบ Multifunction หรือบริการทำความสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยงในคอนโด

4. เปลี่ยน Mindset เรื่องราคา: ชูความคุ้มค่า 'ต่อวัน'

เทคนิคการขายที่น่าสนใจคือการนำเสนอแนวคิด Feeding Cost Per Day (ค่าใช้จ่ายต่อวัน) แทนที่จะมองแค่ราคาต่อถุง

  • สอนให้ลูกค้ารู้ว่าอาหารเกรดพรีเมียมที่ดูดซึมได้มากกว่า 90% แม้ราคาต่อถุงสูงกว่า แต่สัตว์กินปริมาณน้อยกว่า สุขภาพดีกว่า และช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวได้มหาศาล

5. การบริหารจัดการแบบ Mutuality (พึ่งพากัน)

ในยามวิกฤตหรือต้นทุนพุ่งสูง SME ควรยึดหลักการอยู่ร่วมกันกับพันธมิตร (เช่น ขนส่ง หรือ Supplier) แบกรับความเสี่ยงร่วมกัน และจัดลำดับความสำคัญของสินค้า สินค้าประเภท "จำเป็นต่อชีวิต" (Priority 1) ต้องไม่ขาดสต็อก เพื่อรักษาฐานลูกค้าและความเชื่อใจในระยะยาว


สรุปสำหรับผู้ประกอบการ: ตลาดสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการขาย "คุณภาพชีวิต" SME ที่สามารถส่งมอบความรู้คู่โภชนาการที่ถูกต้อง และปรับตัวตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของแต่ละ Generation จะเป็นผู้ที่อยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมินี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: * บทสัมภาษณ์ นสพ.จดล สุวรรณฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรยัล คานิน (ประเทศไทย) จำกัด ผ่านทาง PostToday

บทความแนะนำ

เจาะบทเรียนวิกฤตพลังงานโลก: SME ควรตั้งรับอย่างไร เมื่อค่าขนส่งและค่าไฟพุ่งเป็นโดมิโน

วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและเพดานราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ไม่ใช่แค่เรื่องของ "ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม"
แต่นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่กระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ SME
เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวทันโลก นี่คือกลยุทธ์ "ทางรอด" และการถอดรหัสมาตรการโลกสู่แนวปฏิบัติสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อม

🏗️ 1. ถอดรหัสมาตรการโลก: โอกาสและบทเรียนสำหรับ SME

จากสถานการณ์ในต่างประเทศ SME สามารถนำมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ภายในองค์กรได้ดังนี้:

  • กลยุทธ์การปันส่วน (Rationing Logic): เหมือนที่สโลวีเนียและศรีลังกาใช้ SME ควรเริ่มทำ "บัญชีพลังงาน" แยกส่วนการใช้เชื้อเพลิงตามลำดับความสำคัญ (Priority) เช่น ให้โควตาน้ำมันสูงสุดกับสายส่งสินค้าที่ทำกำไร มากกว่าสายส่งบริการหลังการขายที่ไม่เร่งด่วน

  • โมเดลบริหารเวลาทำงาน (Flexible Operation): เลียนแบบฟิลิปปินส์หรือบังกลาเทศ ด้วยการปรับมาใช้ 4-Day Work Week หรือ Hybrid Work เพื่อลดค่าไฟฟ้าในสำนักงานและค่าน้ำมันในการเดินทางของพนักงาน ซึ่งช่วยรักษา "สภาพคล่อง" ในกระเป๋าพนักงานได้โดยไม่ต้องขึ้นเงินเดือนในทันที

  • การจัดการสต็อกแบบจีน (Strategic Buffer): หากธุรกิจต้องใช้เชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือการบริหารสต็อกให้ครอบคลุมรอบการผลิต 2-3 เดือน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการ "ช็อก" ของราคาในระยะสั้น

🚛 2. บริหารจัดการ Logistic: หัวใจของการลดต้นทุน

ในวันที่น้ำมันแพง การขนส่งคือจุดตายของ SME:

  • Route Optimization: ใช้เทคโนโลยีแผนที่คำนวณเส้นทางที่สั้นที่สุดและเลี่ยงรถติด ลดการเดินรถเที่ยวเปล่า (Backhauling)

  • Collaborative Logistics: จับคู่กับพันธมิตรธุรกิจในระแวกใกล้เคียงเพื่อแชร์รถขนส่งสินค้าไปในเส้นทางเดียวกัน

  • EV Transition: ศึกษาการเปลี่ยนผ่านสู่รถขนส่งไฟฟ้าในระยะยาว เพื่อรับอานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดที่มักมาคู่กับวิกฤตน้ำมัน

⚡ 3. พลังงานทางเลือก: ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด

มาตรการจากเกาหลีใต้ที่กลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงทางพลังงานต้องมีความหลากหลาย สำหรับ SME ไทย:

  • Solar Rooftop: การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสถานประกอบการอาจดูเป็นการลงทุนสูงในตอนแรก แต่ในภาวะที่ค่าไฟฟ้าพุ่งตามราคาก๊าซธรรมชาติ (เหมือนในยุโรป) จุดคุ้มทุนจะสั้นลงอย่างมาก

  • Energy Audit: ตรวจสอบรอยรั่วของพลังงานในโรงงานหรือร้านค้า เช่น การล้างเครื่องปรับอากาศสม่ำเสมอ หรือการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ทั้งหมด

💡 4. การสื่อสารและการปรับราคาอย่างชาญฉลาด

เยอรมนีและออสเตรียมีกฎเหล็กเรื่องการปรับขึ้นราคาที่เข้มงวด SME เองก็ควรระวังเรื่องการปรับราคาสินค้า:

  • Value-Based Pricing: หากจำเป็นต้องขึ้นราคาเนื่องจากต้นทุนขนส่ง ให้เน้นการสื่อสารเรื่อง "คุณค่า" หรือ "บริการเสริม" แทนการประกาศขึ้นราคาดื้อๆ

  • Transparency: บอกกล่าวลูกค้าถึงสถานการณ์ต้นทุนอย่างจริงใจ เพื่อสร้างความเข้าใจและความรอยัลตี้ในระยะยาว


บทสรุปสำหรับ SME

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่แค่พายุที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือการเร่งให้ธุรกิจต้องเข้าสู่โหมด "Lean" หรือการบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด SME ที่ปรับตัวได้เร็ว มีการสำรองทรัพยากรที่เหมาะสม และกล้าที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จะไม่เพียงแค่รอดตาย แต่จะมีความแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย


อ้างอิงข้อมูลต้นฉบับ: กรุงเทพธุรกิจ - ลดภาษี-ตรึงราคา-ขนส่งสาธารณะฟรี-ห้ามส่งออก เปิดมาตรการรับมือน้ำมันแพงทั่วโลก

บทความแนะนำ

สรุปสิทธิประโยชน์ SME ปี 2569: ใช้ "กรุงศรี 3GO" ปรับโมเดลธุรกิจให้รอดและรุ่ง

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ถาโถม ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและกฎเกณฑ์การค้าโลกที่เปลี่ยนไป SME ไทยต้องเร่งปรับตัว

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ออกมาตรการสนับสนุนภายใต้กลยุทธ์ 3GO ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ประโยชน์ได้ดังนี้:

1. GO Green: ปรับธุรกิจให้รักษ์โลก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มยอดขาย

ปัจจุบันคู่ค้าและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ

  • สินเชื่อ Krungsri SME Transformation Loan: หากคุณต้องการเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นแบบประหยัดพลังงาน ติดโซลาร์เซลล์ หรือปรับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สินเชื่อตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเรื่องดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าปกติ

  • เพิ่มความรู้ผ่าน ESG Academy: สำหรับ SME ที่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน กรุงศรีมีหลักสูตรอบรมเข้มข้น (ESG Academy) นาน 5 เดือน เพื่อสอนวิธีเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นสีเขียวอย่างเป็นระบบ

2. GO Digital: ใช้ระบบจัดการแทนแรงงานคน ลดความผิดพลาด

การบริหารเงินสดและการรับชำระเงินที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้กระแสเงินสดคล่องตัวขึ้น

  • จัดการเงินผ่าน Krungsri Biz Online: แพลตฟอร์มที่ช่วยให้คุณโอน จ่าย และดูภาพรวมบัญชีบริษัทได้ในที่เดียว ลดการเดินทางไปธนาคารและจัดการเอกสารได้ง่ายขึ้น

  • ตัวช่วยการขาย Krungsri Mung Mee SHOP: แอปฯ รับชำระเงินที่ช่วยให้คุณรับเงินได้สะดวกขึ้น พร้อมระบบสรุปยอดขายที่ช่วยให้เห็นพฤติกรรมลูกค้าได้ชัดเจน

3. GO Beyond: หาตลาดใหม่ ไม่หยุดแค่ในประเทศ

หากตลาดเดิมเริ่มอิ่มตัว การขยายไปต่างประเทศหรือหาคู่ค้าใหม่คือทางออก

  • Krungsri Business Link: นี่คือ "ทางลัด" ในการหาคู่ค้า (Matchmaking) ผ่านเครือข่ายของกรุงศรีและ MUFG ที่มีบริษัทสมาชิกกว่า 9,400 แห่ง ช่วยให้คุณเข้าถึงซัพพลายเออร์หรือผู้ซื้อรายใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศได้ง่ายและน่าเชื่อถือ


💡 คำแนะนำสำหรับ SME :

  1. ประเมินความเสี่ยง: หากคุณได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติหรือสถานการณ์การค้าชายแดน ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อขอมาตรการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย"

  2. ปรับปรุงเทคโนโลยี: ในยุคที่แรงงานหายากและแพง การใช้ Automation หรือ Digital Tools (GO Digital) ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด

  3. เตรียมพร้อมเรื่อง Green: แม้ตอนนี้ธุรกิจคุณอาจยังไม่โดนบังคับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ในอนาคตอันใกล้ "สินเชื่อสีเขียว" จะเข้าถึงง่ายและคุ้มค่ากว่าสินเชื่อทั่วไป

สรุป: ปี 2569 คือปีแห่งการ "เปลี่ยนผ่าน" ผู้ประกอบการควรใช้จังหวะนี้เข้าหาพันธมิตรที่มีเครื่องมือพร้อม ทั้งแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจ เพื่อสร้างเกราะป้องกันความผันผวนในระยะยาว


เครดิตข้อมูล: กรุงเทพธุรกิจ (Bangkokbiznews)

บทความแนะนำ

SME ไทยยุคใหม่: ใช้ AI สยบวิกฤตต้นทุน-พลังงาน พร้อมกลยุทธ์ "วัยเก๋า" คุมเกมเทคโนโลยี

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่รุมเร้า ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ผันผวน ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเร่งเครื่องผลักดันให้กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการใช้ AI (Artificial Intelligence) เป็นอาวุธหลักในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

1. AI Agent: ทางลัด SME ฝ่าวิกฤตเงินทุน

อุปสรรคใหญ่ของ SME คือ "เงินทุน" ที่จำกัดในการเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 4.0 ซึ่งการลงทุนเครื่องจักรราคาสูงอาจไม่ใช่คำตอบแรกในยุคนี้ นายอธิป อัศวานันท์ จากสภาดิจิทัลฯ เสนอทางเลือกที่ทำได้ทันทีคือการใช้ Generative AI หรือ AI Agent (เช่น ChatGPT หรือ Claude) เข้ามาจัดการงานหลังบ้าน (Back Office)

  • ลดภาระงานรูทีน: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำเอกสาร และวางแผนธุรกิจ

  • ประหยัดงบจ้างงาน: AI สามารถช่วยเขียนโปรแกรมหรือสร้าง Code เบื้องต้นได้ ลดการพึ่งพานักพัฒนาในงานที่ไม่ซับซ้อน

2. พลิกความเชื่อ "วัยเก๋า" คือมือโปรด้าน AI

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจจากเวทีเสวนาคือ ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มใช้งาน AI ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนรุ่นใหม่ เนื่องจาก:

  • มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ปัญหาที่เฉียบคมกว่า

  • สามารถเขียนคำสั่ง (Prompt) ที่แม่นยำ จากทักษะการตั้งคำถามและโต้แย้งข้อมูลที่มีชั้นเชิง

  • ส่งผลให้ตลาดงานในต่างประเทศเริ่มหันมาต้องการบุคลากรช่วงอายุ 35-45 ปี เพื่อเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการทำงานของ AI ในองค์กร

3. สร้างภูมิคุ้มกันด้วย "Supply Chain ภายใน" และพลังงานทางเลือก

นายชนะ ภูมิ จาก ส.อ.ท. เน้นย้ำว่า SME ต้องพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น โดยเสนอแนวคิด "ไทยช่วยไทย" ผ่านแพลตฟอร์มกลางเพื่ออุดหนุนวัตถุดิบและบริการกันเองภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโซ่อุปทานโลกที่เปราะบาง

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) บรรจุลงในแผน PDP เพื่อเป็นทางออกของวิกฤตค่าไฟในระยะยาว แม้ต้องใช้เวลาเตรียมการนับสิบปี แต่เป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน

บทสรุป

การปรับตัวของ SME ในพุทธศักราช 2569 นี้ ไม่ใช่เพียงการซื้อเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการ "เคลื่อนย้ายองค์ความรู้" และการใช้เครื่องมือดิจิทัลที่มีอยู่รอบตัวมาเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก


ข้อมูลอ้างอิงจาก: กรุงเทพธุรกิจ โดยเนื้อหาอ้างอิงจากงานสัมมนาที่จัดโดย SCG เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569

บทความแนะนำ

Clear Cache
Clear All Cache
Enable Page Cache
Disable Page Cache