ไอติมหม้อไฟยศเส แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเป็นออริจินอล

กรุงเทพมหานคร เมืองแห่งสตรีท ฟู้ดส์ ที่ชาวต่างชาติให้การยกย่อง แหล่งรวมร้านอาหาร ของคาวหวาน ต้นตำรับสูตรดังมากมาย จนครอบครองใจผู้บริโภคในทุกกลุ่มและได้กลายมาเป็นกระแสหลักวัฒนธรรมการกินดื่มของสังคมไทยในปัจจุบัน หากจะเอ่ยถึงร้านขนมหวานโดยเฉพาะในประเภทไอศกรีมโฮมเมดที่โด่งดังในระดับตำนาน หนึ่งในชื่อที่ต้องถูกเอ่ยคงไม่พ้นร้านไอติมหม้อไฟยศเส ที่เปิดมาอย่างยาวนานกว่า 15 ปี โดยมีหัวเรือใหญ่ คือ "โชกุน" สุรชัย ที่คอยปลุกปั้นและนำพาแบรนด์ให้ก้าวขึ้นสู่หนึ่งในแบรนด์ไอศกรีมขวัญใจสายสตรีท ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนใส่ใจทุกรายละเอียด ถึงกระทั่งว่าลูกค้าหน้าใหม่ที่แวะเวียนเข้ามามองหาร้านไอติมชื่อดังที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านยศเส คุณโชกุนสามารถบ่งบอกได้ว่าคนที่เดินมองหาอะไรสักอย่างละแวกนี้ ต้องเป็นลูกค้าที่กำลังมองหาร้านตนอย่างแน่นอนและพร้อมที่จะเข้าไปดูแลตั้งแต่ปากซอย 

“ถ้าเราทำสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำ แม้เราจะทำได้ดีกว่า แต่ก็ไม่พ้นที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งเดิมที่มีคนเคยทำ แล้วทำไมเราไม่สร้างสิ่งใหม่ นำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้คนชื่นชมและกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเราในที่สุด” คือ แนวคิดที่คุณ สรุชัย หรือที่ใคร ๆ เรียก โชกุน ยึดถือเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด ทำให้ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ไอติมหม้อไฟยศเส ไม่เคยหยุดคิดที่จะมอบสีสัน ความสดใส ตื่นตาตื่นใจ ประสบการณ์ความแปลกใหม่มาให้ทุกคนสัมผัสลิ้มลองอยู่เสมอ สมดั่งปณิธานแรกเริ่มที่ตั้งชื่อร้านไอกรีมของตนเองว่า Tongue fun 

จากจุดเริ่มต้นที่มีเพื่อนสมัยเรียนชวนมาลงทุนทำธุรกิจร้านไอกรีมเล็ก ๆ ในวันนั้น ไอติมหม้อไฟยศเสได้ผ่านร้อนผ่านหนาวฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ นานา มาอย่างโชคโชน เพื่อคงไว้ซึ่งความคุณภาพมาตรฐานที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างสูงสุดเสมอมา และกำลังจะก้าวสู่บททดสอบใหม่ ความแปรเปลี่ยนในแวดวงการตลาดและการบริโภค ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดการสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์อันเป็นที่จดจำจะยังคงอยู่เคียงคู่กับแบรนด์ไปโดยตลอด

ไปที่ จุดเริ่มต้น แนวคิด และไอเดียของธุรกิจ

ไปที่ ปัญหาที่เจอ หรืออุปสรรค ที่พบระหว่างทางของการทำธุรกิจ

ไปที่ Key Success ของธุรกิจ

ไปที่ คำแนะนำที่มีต่อ SME หรือผู้ประกอบการที่สนใจอยากทำธุรกิจด้านนี้

จุดเริ่มต้น แนวคิด และไอเดียของธุรกิจ

SME ONE : ช่วยเล่าประวัติความเป็นมา กว่าจะมาเป็นไอติมหม้อไฟยศเสทุกวันนี้ 

คุณโชกุน: เมื่อก่อนผมทำงานโฆษณา มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ค่อนข้างดี จนมีอยู่วันหนึ่งมีเพื่อนสมัยเรียนมาชวนผมให้ร่วมทำธุรกิจไอศกรีมกันซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมทางบ้านเขา ซึ่งในตอนนั้นผมก็ตกลงทำกันแบบครึ่งตัวคือยังไม่ได้ลาออกจากงานประจำ และรับหน้าที่ดูแลด้านการตลาดการโฆษณาให้กับแบรนด์ ซึ่งตอนเริ่มแรกนั้นก็ได้เลือกเปิดที่บ้านของผมเองซึ่งเป็นทำเลที่ค้าขายอาหารได้ดี มีร้านอาหารเจ้าดัง ๆ ที่ดึงดูดคนมาทานได้มากกว่า 10 ร้าน และทั้งหมดล้วนแต่เป็นร้านอาหารคาวทั้งสิ้น มีขนมหวานน้ำแข็งใสอยู่เพียงรายเดียว ซึ่งทำให้ผมเล็งเห็นโอกาสที่จะนำเสนอสินค้าที่ทานไปควบคู่กับอาหารได้ทุกเพศทุกวัยอย่างไอศกรีม

ในช่วงแรกผมก็คุยกับเพื่อนหุ้นส่วนว่า อยากทำอะไรที่แตกต่าง ไม่อยากทำไอศกรีมที่ใคร ๆ ก็ขายซ้ำรอยคนอื่น เพราะอย่างที่บอก ถึงเราทำรสชาติออกมาได้ดีกว่า หลายคนต่างยกย่อง แต่ก็ไม่พ้นต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับเจ้าตลาดอื่น ๆ ซึ่งคิดสูตรออกมาเป็นคนแรก ๆ เลยคุยกับเพื่อนว่างั้นของเราจะเป็นสูตรเฉพาะของทางร้านที่เรียกว่าพิเศษไม่เคยมีใครทำ แต่ยังต้องเป็นรสชาติที่คนไทยชื่นชอบต้องเป็นรสชาติประหลาดที่คุ้นลิ้นคนไทย อย่างไอติมรสโคตรนมของทางร้าน เรียกว่าเป็นสูตรต้นตำรับเลยก็ว่าได้ เพราะไอศกรีมสายนมที่มีในท้องตลาดตอนนั้นก็มีทั่ว ๆ ไปอย่าง รสกะทิ รสวนิลา รสช็อกโกแลต แต่ของทางร้านเราอยากทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นแบบกินแล้วต้องติดใจ ทั้งหอมนมสด ทั้งมีรสมันกลมกล่อม และหวานพอดี ซึ่งแต่แรกเลยยังนึกชื่อไม่ออกไม่ได้คิดว่าต้องตั้งประหลาดอะไรมากมาย จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเผลอพูดตอนจดออเดอร์ลูกค้าว่า “ไอติมโคตรนม หนึ่งถ้วย” ซึ่งตั้งแต่นั้นมาเราก็เรียก รสโคตรนมมาโดยตลอด และขายดีมาจนถึงทุกวันนี้กลายเป็น ของที่ใคร ๆ มาที่ร้านต้องสั่งไม่สั่งเหมือนมาไม่ถึงร้านเรา

SME ONE : แล้วคำว่าไอติมหม้อไฟ มายังไง เกิดขึ้นจากแนวคิดอะไร

คุณโชกุน: ตอบพร้อม เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี จะว่าบังเอิญก็ว่าได้ จะว่าจงใจหรือเราก็ตั้งใจคิด คิดมาอย่างดีแล้วนะ ทดลองผิดทดลองถูกมาหลายอย่างจนมาลงตัวที่หม้อไฟ หลังจากที่เราคิดสูตรเด็ด รสชาติเฉพาะของร้านมา เป็นระยะ ๆ ต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่ โคตรนม บานาน่าชีส วาซาบิ ยาคูลท์ปีโป้ เบียร์ จนกระทั่ง กระทิงแดงว๊อดก้า ทุกรสต่างล้วนผ่านการคิดอย่างละเมียดละไมใส่ใจและอาศัยการสังเกต ผมเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ใครมาชวนไปเรียนอะไรถ้ามีเวลาผมก็ไป อย่างกระทิงแดงว๊อดก้า นั้นเกิดขึ้นมาตอนที่มีคนมาชวนผมไปลงทุนขายไอติมที่ประเทศเวียดนาม เราก็ศึกษาตลาดว่า ที่โน่นอะไรขายดี แล้วพบว่าคนเวียดนามดื่มเครื่องดื่มชูกำลังกันดุเดือดมาก ราวกับคนอิตาลี่ดื่มกาแฟ เราจึงได้คิดพัฒนาสูตรแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งเรียกความฮือฮา ชวนให้คนแวะเวียนมาถามหาอยู่ตลอดเหมือนกัน หรืออย่าง ไอติมเบียร์ เอง ผมก็ได้แนวคิดมาจากการสังเกตคนมาทานอาหารละแวกนี้ ว่าจะมีกลุ่มนักดื่มร้านอาหารตามสั่งอยู่ไม่น้อย หลายคนทานของคาวต้องมีเบียร์แกล้ม เราเลยทดลองพัฒนาสูตรไอติมเบียร์ออกมาขาย ซึ่งก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีเช่นกัน 

โชกุน ยังเล่าต่อว่า ปกติคนมาทานไอติมที่ร้านจะมักไม่ค่อยมาคนเดียว อย่างน้อยก็ต้องทีละสองคน ส่วนมากจะมามากกว่า 3-4 คน ทำให้ลูกค้ามักจะสั่งรสชาติของตนคนละลูกสองลูกแล้วมาทานแบ่งกันในภาชนะใหญ่ทีเดียว แรกเลยเราก็เสิร์ฟในชามใหญ่ปกติ ซึ่งลูกค้าจะสั่งเราว่าขอแบบเอิร์ธเควก ซึ่งเป็นชื่อเมนูของร้านไอศกรีมบนห้างชื่อดังเจ้าหนึ่ง เราฟังแล้วก็รู้สึกขัดต่อแนวทางที่เราเป็น คือเราชอบความแตกต่างความเป็นออริจินอล เลยเกิดความคิดว่าไม่ได้การแล้ว ต้องหาทางเปลี่ยน perception คนตรงนี้ให้จดจำเราในชื่อเรียกสไตล์เรา เลยระดมความคิดกันทั้งบ้าน คนรอบข้างก็มาช่วยกันออกไอเดีย ทั้งภาชนะถาดยาว ๆ เป็นราง ทั้งลองนำเอาจานเปลที่เขาเสิร์ฟปลาแป๊ะซะมาลองจัดวาง แต่ก็ยังไม่ลงตัวทั้งขนาดและน้ำหนัก ทั้งหลายทั้งมวลทำให้ยังไม่ตอบโจทย์กับการขายการเก็บรักษา จนสุดท้ายก็มาเจอเจ้าหม้อไฟ ซึ่งผมครั้งแรกที่เห็นก็ปิ้งเลย แบบว่าเราทำงานวงการครีเอทีฟอยู่แล้วใช่ไหมครับ เรานึกไปถึงคอนเซ็ปท์ใหญ่ ๆ เลยว่า หม้อไฟกับไอติมมันเป็นส่วนผสมที่แตกต่างอย่างลงตัว เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งการใช้งาน ความบันเทิง และความคิดสร้างสรรค์กับลูกค้าได้ครบถ้วน

ตอนแรกนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันจะกลายเป็นจุดพลิกผันของธุรกิจขนาดนี้ จากเดิมที่ขายได้วันนึงหลักร้อย หลักพัน จนพอเรามีการเสิร์ฟไอติมด้วยคอนเซ็ปท์ที่ว่านี้ คนก็เริ่มมากขึ้น จากวันละพันกลายเป็นมียอดขายวันละหลาย ๆ พัน เรียกว่าลูกค้าต้องรอคิวเพื่อหาที่นั่งทานกันเป็นชั่วโมง ตอนนั้นเองก็เริ่มมีสื่อให้ความสนใจ มีติดต่อเข้ามาเรื่อย ๆ มาขอถ่ายรายการ ขอนำเรื่องไปลง จนกระทั่งทางรายการตลาดสดสนามเป้าติดต่อเข้ามาให้ไปออกรายการ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างก้าวกระโดดที่แท้จริงของแบรนด์ สร้างการรับรู้ สร้างความสนใจ สร้างความต้องการในตลาดให้มีสูงขึ้นเพียงชั่วรายการเทปเดียว



ปัญหาที่เจอ หรืออุปสรรค ที่พบระหว่างทางของการทำธุรกิจ

ปัญหาที่เจอ หรืออุปสรรค ที่พบระหว่างทางของการทำธุรกิจ

SME ONE : อยากให้เล่าถึงอุปสรรค ปัญหาหลัก ๆ ที่พบเจอระหว่างการปลุกปั้นธุรกิจนี้

คุณโชกุน: ฟังดูแล้วเหมือนง่ายเลยใช่ไหมครับ แต่ความเป็นจริงแล้วเราผ่านอะไรมาเยอะ เยอะจนหุ้นส่วนล้มเลิกขอถอนตัวไปก่อนที่จะมาเป็นไอติมหม้อไฟยศเสในวันนี้ เรื่องแรกเลยคือไอศกรีมเป็นสินค้าที่มีโอกาสการรับประทาน คือมันไม่เหมือนอาหารจานหลักที่ทุกคนจะต้องทานทุกวันทุกมื้อ แต่ไอศกรีมไม่ใช่ วันไหนฝนตก นี่เรียกว่าเตรียมเก็บร้านแต่หัววันได้เลย ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและความมั่นคงในจิตใจสูง ผมเองก็เคยมีช่วงที่ทำให้ท้อแท้อยู่เหมือนกัน ตอนที่เริ่มทำร้านใหม่ ๆ ยังอาศัยการลองผิดลองถูก การเก็บข้อมูล ราคาก็สำคัญจะทำอย่างไรให้ของเรามีคุณภาพดีในราคาที่แข่งขันกับตลาดได้ ยังไม่รวมถึงปัญหาจิปาถะของการเป็นร้านแบบสตรีทฟูดส์ ที่การควบคุมบรรยากาศแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะเราไม่สามารถจะคาดเดาได้เลยว่าวันไหนเราจะเจอบรรยากาศอย่างไร รถจะแออัดจอแจหรือไม่ เสียงจะดังไปหรือเปล่า ฟ้าฝนจะเป็นใจให้เราได้ขายมากน้อยเพียงใด ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมจริง ๆ ซึ่งนั่นก็เป็นปัญหาหลักที่เจอในช่วงเริ่มแรก ตอนที่เรายังไม่ได้ดัง ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากมาย

จนพอมาถึงยุคที่แบรนด์เราเริ่มเติบโตเริ่มไต่ระดับเพดานสูงขึ้น ๆ มียอดขายเพิ่มขึ้น เราพบกับปัญหาสำคัญต่อมาคือการ โดนลอกเลียนแบบสินค้า ซึ่งเชื่อว่าคนทำธุรกิจหลาย ๆ ท่านคงเคยประสบกับปัญหาอันน่าปวดหัวปวดใจแบบนี้อยู่ไม่น้อย ซึ่งแรก ๆ มันก็ค่อนข้างกระทบจิตใจผมเหมือนกันนะ ในฐานะผู้ปลุกปั้นมันขึ้นมา สิ่งที่ผมกังวลคือการที่คนลอกเลียนไปแล้วเขาทำให้ชื่อเสียงเสียหาย ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการเป็นไอติมหม้อไฟยศเสที่เราเป็นคนคิดค้นขึ้นมา จากเดิมที่ผมไม่คิดจะจัดการอะไร ลองปล่อยให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินและเลือกในคุณค่าที่แท้จริง ซึ่งแบรนด์เรามีดีทั้งข้างในและข้างนอก เพราะไม่ใช่แค่เสิร์ฟด้วยคอนเซ็ปท์เท่ห์เท่านั้นแต่รสชาติและคุณภาพไอศกรีมต้องถึงต้องตอบโจทย์ลูกค้าได้ด้วย แต่สุดท้ายแล้วผมก็ต้องจดทะเบียนสินค้า ใช้ชื่อว่า ไอติมหม้อไฟยศเส เพื่อเป็นการปกป้องตัวเราเองด้วยไม่ให้โดนฟ้องร้องจากคนที่ไม่หวังดีในภายหลัง และเพื่อเป็นการวางรากฐานมาตรฐานที่ดีกับลูกค้าเรา ว่าภายใต้ชื่อแบรนด์ ไอติมหม้อไฟยศเส ของเรานี้ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดไปจากเรา รวมถึงการนำไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจอื่น ๆ ในอนาคต

 


Key Success ของธุรกิจ

SME ONE : อยากให้ช่วยถ่ายทอดถอดบทเรียนทางธุรกิจว่าอะไรคือ Key Success ของแบรนด์

คุณโชกุน: สำหรับผมแล้วสิ่งสำคัญเลยคือการที่เราเลือกที่จะแตกต่าง การที่เราไม่พยายามไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือใคร ๆ การที่เรามองเห็นคุณค่าที่แท้จริงในตัวเรา และการที่เราใส่ใจเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ทั้งสามสิ่งนี้คือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนให้แบรนด์เรามีพัฒนาการความก้าวหน้าต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และยังครองใจนักชิมสายตรีทส์ได้อย่างเหนียวแน่น

 



คำแนะนำที่มีต่อ SME หรือผู้ประกอบการที่สนใจอยากทำธุรกิจด้านนี้

SME ONE : อยากขอคำแนะนำให้กับ SME ที่กำลังเริ่มต้นสนใจธุรกิจร้านอาหาร หรือที่ทำอยู่แล้วเพื่อนำไปใช้พัฒนาสร้างแบรนด์ตนเอง 

คุณโชกุน: สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มนะครับผมอยากให้ลองศึกษาข้อมูลให้เพียงพอ เพราะความสำเร็จที่แต่ละแบรนด์สร้างขึ้นมานั้นไม่ได้มาโดยคำว่าบังเอิญอย่างแน่นอน สิ่งแรกเลยคืออยากให้ศึกษาและลงมือทำไปควบคู่กัน อยากให้เรียนรู้จากประสบการณ์ไปพร้อม ๆ กับการเรียนในตำรา เพราะธุรกิจอย่างร้านอาหารนั้นมักจะมีปัญหาที่อยู่นอกตำรา มาทดสอบเราอยู่เสมอ ดังนั้นไม่อยากให้ยึดติดอยู่กับองค์ความรู้ในทางเดียว อย่างผมเองในช่วงแรกเริ่มแม้จะรับหน้าที่ดูแลงานด้านการตลาดเป็นหลักแต่ผมก็ยังต้องเรียนรู้เรื่องการผลิตสูตรต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดช่วยทำให้ผมเข้าใจผลิตภัณฑ์ของตนเองได้เป็นอย่างดี 

อีกเรื่องที่มีคนชอบพูดถึงกันมากเกี่ยวกับการหา passion หรือแรงบันดาลใจ สำหรับผมเองมองว่าไม่ต้องรอให้เจอ passion ก็เริ่มทำได้ หากเรารอจนให้พบ passion ดังที่ว่า เราอาจจะไม่ได้ออกเดินจากจุดสตาร์เลยก็ได้ ดังนั้นอยากให้ศึกษาข้อมูลให้พร้อมแล้วกางแผนที่เริ่มออกลุยกันไปเลย พยายามเก็บเกี่ยวความรู้ระหว่างทางให้ได้มากที่สุด แล้วจะยิ่งทำให้เราเชี่ยวชาญ จนสุดท้ายกลายมาเป็นความหลงใหลในสิ่งที่ได้ทำได้ประคบประหงมฟูมฟักอย่างร้านไอติมหม้อไฟยศเสก็ได้

อีกเรื่องที่สำหรับผมแล้วเป็นบทเรียนอันมีค่าเลยก็ว่าได้คือ การมีความอดทน ความอึด ความมุ่งมั่นและการรู้จักรอคอย เพราะความสำเร็จนั้นไม่ได้สร้างขึ้นได้เพียงวันเดียว ดังนั้นกว่าที่เราจะมาเป็นไอติมหม้อไฟยศเสที่ใคร ๆ รู้จักดังเช่นวันนี้ เราได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการทดสอบมาไม่น้อยเหมือนกัน สำคัญที่อยากจะฝากบอกไว้คือ เราไม่มีทางรู้ว่าจุดที่เราเดินอยู่นั้นใกล้กับปากถ้ำที่เต็มไปด้วยแสงสว่างอันงดงามมากน้อยเพียงใด อยากให้ทุกคนอดทนและรอคอยให้ได้ แล้วถ้าทำอย่างตั้งใจ สร้างสรรค์แล้ว ผมเชื่อว่าไม่ช้าเวลาของคุณก็จะมาถึง

อีกประการสำคัญสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจในสายนี้อยู่แล้ว ที่อยากฝากคือ การไม่ยึดติดกับดักความสำเร็จเดิม ๆ แม้จะคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์แต่ก็ควรมีการนำเสนอที่แปลกใหม่ พัฒนาไปตามยุคตามสมัยของผู้บริโภค อย่างผมเองตอนนี้ได้เริ่มพัฒนาธุรกิจร้านอาหารขึ้นมาอีกร้านชื่อว่า เสน่ห์หน้าเนื้อ อยู่ใกล้ ๆ ร้านไอติมนี่เอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความคิดที่อยากทำร้านอาหารหลักคือร้านที่คนต้องกินอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะฝนตก ต้นเดือน ปลายเดือน ก็ยังต้องกิน ซึ่งผมได้เอาแนวคิดความแตกต่างของสองสิ่งที่ไม่น่าจะไปกันได้อย่างไอติมกับหม้อไฟ ร้อนมาเจอเย็น มาเป็นแกนหลักในการวางคอนเซ็ปต์ร้าน เสน่ห์หน้าเนื้อ ก็เช่นกัน คือใครจะนึกว่าร้านกะเพราเนื้อที่ เนื้อนุ่มลิ้นรสชาติเผ็ดร้อนหอมกระเพราในราคาแบบร้านอาหารสตรีทฟู้ดส์ จะมาอยู่คู่กับบทเพลงบรรเลงเสียงเปียโนคลาสสิคได้อย่างลงตัว  

หรือแม้แต่รูปแบบการทำการตลาดก็ควรต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยให้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว อย่างยุคแรกที่ร้านเราเริ่มเข้ามาในธุรกิจนี้ จะเป็นยุคของการตลาดการวาง positioning การนำเสนอ concept ของแบรนด์ แต่มาถึงยุคนี้แล้วเริ่มเห็นทิศทางความเปลี่ยนแปลงสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งในจุดนี้แบรนด์เราเองก็ต้องเรียนรู้และปรับกลยุทธ์ตามให้ทัน

และเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผมยึดมั่นในหลักการทำธุรกิจมาโดยตลอด คือการใส่ใจและเข้าใจผู้บริโภคของเรา ร้านอาหารกับงานบริการเป็นของคู่กัน ผมเองไม่เคยทิ้งร้าน ไม่เคยทิ้งลูกน้องและทีมงาน และมักจะอยู่ดูแลลูกค้าทุกคนด้วยตัวเองมาโดยตลอด ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมเห็นพฤติกรรมและความต้องการของคนที่เข้ามาทาน ถือเป็นการเก็บข้อมูลนำไปต่อยอดไปใช้ในการวางแผนธุรกิจอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างรสชาติแปลก ๆ ที่โดนใจ ทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นนี้ก็มาจากที่ผมสังเกตเห็นพฤติกรรมคนในร้านมาทั้งนั้น

อีกเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารประเภทสตรีทฟู้ดส์ เหมือนกันคือการสร้างพันธมิตรและการเกื้อกูลชุมชน การเข้าอกเข้าใจคนที่อาศัยอยู่รายรอบธุรกิจของเราพยายามให้เกิดผลกระทบกับพวกเขาให้น้อยที่สุดหรือ ต้องรีบจัดการแก้ไขหากพบปัญหาไม่เพิกเฉย ซึ่งทั้งหมดนี้ร้านเราก็ทำมาโดยตลอดและไม่เคยมีปัญหากับชุมชนในละแวกแถบนี้ 



บทสรุป

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิตและการคลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจร้านไอศกรีมมากว่า 15  ปีของคุณ สรุชัย หรือ เฮียโชกุน ที่ลูกค้าเรียกขานอย่างเป็นกันเอง ชายผู้เลือกที่จะแตกต่าง ไม่พยายามไปเปรียบเทียบกับใครเป้าหมายของเขาคือการเอาชนะตนเองในวันวาน และอดทนเพื่อรอคอยความสำเร็จอย่างเพียรพยายามโดยที่ไม่ละทิ้งความตั้งใจไปก่อน

Published on 23 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย



บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.ขอนแก่น)

อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.ขอนแก่น) เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐและภาคเอกชน และเป็นพื้นที่ให้บริการที่มีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคและประเทศ - ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน - การบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี - การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ - การถ่ายทอดและอนุญาตให้ใช้สิทธิเทคโนโลยีและการจดคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา - การให้บริการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและวิจัยของภาคเอกชน - การให้บริการห้องปฏิบัติการและเครื่องมือ - การให้บริการโรงงานต้นแบบ - การให้บริการส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรด้าน วทน. ไปทำงานกับภาคเอกชน - การให้บริการพื้นที่ Research Unit คลิกดูวิดีโอแนะนำ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จ.ขอนแก่น) สอบถามข้อมูลการให้บริการเพิ่มเติม โทรศัพท์ : +66 (0) 4304 8048 มือถือ : +66 (0) 8 9712 7126 อีเมล info@kkusp.com   Published on 6 February 2020 SMEONE "ทุกเรื่องครบ...จบในที่เดียว"

บทความแนะนำ

เลือกใช้บรรจุภัณฑ์อย่างไร? ต้นทุนลด-โอกาสธุรกิจเพิ่ม

เดิมทีเราอาจมอง “บรรจุภัณฑ์” หรือ Packaging เป็นเสมือนเสื้อผ้าที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้า และคอยดึงดูดสายตาจากผู้คน แต่วันนี้เมื่อ COVID-19 ได้เข้ามาเขย่าทุกวงการ เรื่องของการใช้หีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องหันมาคำนึงถึงเรื่องของสุขอนามัย ความปลอดภัย และการปลอดเชื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบโจทย์ลูกค้าบนโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เรียกได้ว่าเป็นโจทย์และความท้าทายใหม่ที่ผู้ประกอบการจะมองข้ามไปไม่ได้แล้ว

ทำความรู้จักบรรจุภัณฑ์

ถึงตรงนี้ ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โดยภาพรวมของบรรจุภัณฑ์จะมีอยู่ 3 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ 1. บรรจุภัณฑ์ชั้นใน หรือ บรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ (Primary Packaging) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ชั้นในสุดติดกับตัวสินค้า เช่น ขวดหรือกระปุกใส่ครีม ฯลฯ 2. บรรจุภัณฑ์ชั้นที่สอง หรือ บรรจุภัณฑ์ทุติยภูมิ (Secondary Packaging) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์ชั้นแรกไว้ เช่น กล่องใส่หลอดครีม กล่องใส่ขวดโลชั่น เป็นต้น และ 3. บรรจุภัณฑ์ขั้นสุดท้าย (End-of-line Packaging) ถือเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า

จะเห็นได้ว่า บรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทนั้นจะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง คือ การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ตรงกับโจทย์การใช้งาน มีความเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมไปถึงต้องอยู่ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสมอีกด้วย

เปิดเทคนิคเลือกใช้บรรจุภัณฑ์

  • รู้จักกลุ่มเป้าหมาย

ก่อนที่จะเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องรู้ คือ การรู้จักกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้ประกอบการจะต้องรู้จักและศึกษาความต้องการของลูกค้า เช่น เป็นใคร ชอบอะไร มีไลฟ์สไตล์แบบไหน  เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการออกแบบหรือเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้านั่นเอง

  • คำนึงถึงคุณภาพที่ดี

แน่นอนว่า เมื่อต้องการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงเรื่องของคุณภาพเป็นสำคัญ เคยมีหลายครั้งที่ผู้ประกอบการอยากลดต้นทุนมากๆ จึงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ด้อยคุณภาพ เพราะราคาถูก แต่กลับส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก เพราะการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ด้อยคุณภาพ อาจทำให้สินค้าเกิดความเสียหายได้ และในทางกลับกันบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ จะช่วยรักษาคุณภาพสินค้าไว้ได้ ฉะนั้นในบางครั้งบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ อาจจะต้องมาพร้อมกับราคาที่สูงขึ้นนั่นเอง 

  • ส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์

บรรจุภัณฑ์ที่ดีต้องช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ ดังนั้นในการออกแบบหรือเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ต้องให้ตรงจุดประสงค์ของแบรนด์มากที่สุด เช่น แบรนด์ของผู้ประกอบการจับตลาดลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม ฉะนั้นบรรจุภัณฑ์ก็ต้องออกแบบให้ดูพรีเมียมสอดคล้องไปกับแบรนด์ อีกทั้ง ยังต้องบอกถึงจุดขายหรือจุดเด่นของสินค้าได้อย่างชัดเจน และสามารถดึงดูดใจลูกค้าได้ตั้งแต่แรกเห็น

  • ฆ่าเชื้อได้

อย่างที่บอกเรื่องของความมั่นใจในการสัมผัสบรรจุภัณฑ์ที่ต้องปราศจากเชื้อ COVID-19 กำลังมาแรง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเด็นนี้ได้ ซึ่งนอกเหนือจากการฉีดสเปรย์พ่นเพื่อฆ่าเชื้อบนบรรจุภัณฑ์แล้ว แพ็กเกจจิ้ง เช่น กระป๋องโลหะ บรรจุภัณฑ์แก้ว ถุงพลาสติกต้มได้ กล่องเคลือบหลายชั้นด้วยกระดาษแข็งที่ใช้กับระบบฆ่าเชื้อ UHT หรือถาดพลาสติกที่ปิดผนึกด้วยความร้อนบนแผ่นฟิล์ม ล้วนแล้วแต่สามารถฆ่าเชื้อด้วยความร้อนได้ ซึ่งอาจเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการในการนำไปใช้ให้เข้ากับสินค้าและยุคสมัยนี้ได้

  • ต้องได้มาตรฐาน

สิ่งที่ควรคำนึงถึงและสำคัญไม่แพ้ข้อไหนคือ การเลือกใช้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง มีมาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ที่แสดงถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต กระบวนการผลิตที่ดีมีความปลอดภัยและมีคุณภาพได้มาตรฐานทุกขั้นตอน HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point) ที่แสดงให้ถึงความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เนื่องจากระบบ HACCP เป็นระบบที่ ออกแบบมาเพื่อควบคุมอันตราย ณ จุด หรือขั้นตอนการผลิตที่อันตรายเหล่านั้นมีโอกาสเกิดขึ้น จึงสามารถประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ ISO 9001: 2015 หรือมาตรฐานบริหารคุณภาพสากลที่ทั่วโลกยอมรับ และ BRC (British Retail Consortium Standard for Food Packaging) มาตรฐานการรับรองระบบสำหรับกลุ่มบริษัทธุรกิจที่ผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าให้กับบริษัทค้าปลีก เป็นมาตรฐานที่ขอบข่ายมุ่งเน้นในด้านคุณภาพ สุขลักษณะ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตลอดกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น 

  • ตอบโจทย์การใช้งานและมีความคงทน 

ในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ไม่เพียงแต่จะต้องมีรูปลักษณ์ที่ดี สวยงามน่าใช้แล้ว ควรตอบโจทย์การใช้งานที่เหมาะสมด้วย โดยดูจากลักษณะของตัวสินค้าและการใช้งานเป็นสำคัญ เช่น บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถดูแลสินค้าด้านในได้อย่างเหมาะสม หรือออกแบบมาให้สะดวกและง่ายต่อการใช้งาน อีกทั้งยังต้องมีความคงทน มีคุณภาพ มีความแข็งแรง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายระหว่างการขนส่ง ดังนั้น ในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ อาจต้องคำนึงถึงวิธีการขนส่ง หรือระยะทางการขนส่ง รวมเข้าไปด้วย

  • ราคาของบรรจุภัณฑ์

เรื่องของราคาบรรจุภัณฑ์ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงอย่างมาก โดยต้องอยู่ในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนของธุรกิจ ราคาต้องไม่แพงจนเกินไป เพราะยิ่งต้นทุนสูง กำไรที่ได้ก็จะน้อยลง แต่ถ้าผู้ประกอบการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ราคาถูกมากๆ จนไม่ได้คุณภาพ ก็อาจจะสร้างความเสียหายให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่สามารถกล่าวได้ว่า ราคาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไร เพราะขึ้นอยู่กับตัวสินค้าและธุรกิจของแต่ละคน ที่จะต้องวิเคราะห์หาต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมของตนเอง

จะเห็นได้ว่า การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องสินค้าได้แล้ว ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายสินค้าได้อีกด้วย เพราะยิ่งบรรจุภัณฑ์โดดเด่นสะดุดตามากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก

รู้ทริค! ช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์

ผู้ประกอบการอาจไม่ทราบว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนมองข้ามสามารถช่วยลดต้นทุนให้กับธุรกิจได้ เช่นเดียวกับเรื่องของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประหยัดในกระเป๋าได้ เช่น

เลือกขนาดกล่องให้พอดีกับสินค้า หลายครั้งที่ขนาดกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ใหญ่เกินไปกับขนาดของสินค้า ทำให้เวลาจัดส่งต้องใส่ตัวกันกระแทก Bubbles ลงไป เพื่อป้องกันสินค้าเคลื่อนที่ หรือบางคนใช้วิธีใส่กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษอื่นๆ ซึ่งจะมีผลต่อเรื่องของน้ำหนักสินค้าในการขนส่งที่อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นการเลือกขนาดกล่องที่พอเหมาะกับสินค้า ก็จะช่วยลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง 

รู้จักขนาดสินค้าของตัวเอง เพื่อให้การเลือกบรรจุภัณฑ์เป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้ว่า สินค้าที่มีอยู่ในมือนั้นมีขนาด ความกว้าง ความหนา ความยาว หรือความสูงเท่าไร เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดขนาดแพ็กเกจจิ้งที่มีความเหมาะสม พอดี และสามารถทำการสั่งซื้อขนาดที่ “ใช่” เพียงขนาดเดียว โดยไม่ต้องหว่านแหคาดคะเนขนาดอื่นๆ ที่อาจไม่ตรงกับขนาดของสินค้าที่มี ที่สำคัญการซื้อบรรจุภัณฑ์เป็นจำนวนมากต่อครั้ง ยังช่วยให้ได้ราคาที่ถูกลงด้วย 

การนำกล่องเก่ากลับมาใช้ซ้ำ วิธีการนี้นอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณขยะลงได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันไปรษณีย์ไทยก็ยินยอมให้สามรถนำกล่องเก่ามาใช้ได้ โดยเฉพาะกล่องสีแดงของไปรษณีย์ สามารถพับกลับด้าน เพื่อใช้งานได้อีกครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเลือกกล่องที่มีสภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เปื่อยจนเสียรูปทรง จากนั้นให้ทำการขีดฆ่าจ่าหน้า ลาเบลต่างๆ บนกล่องทั้งหมด แล้วใช้กระดาษสีน้ำตาล สีขาว หรือสีอ่อน หุ้มปิดทั้งกล่อง เพียงเท่านี้ก็สามารถประหยัดเงินไม่ต้องซื้อกล่องใหม่แล้ว

ทางเลือกผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นแนวทางในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการ ท่านสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองได้ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการรายใด ต้องการรับคำปรึกษาและความรู้ในเรื่องของบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ตลอดจนบริการทดสอบคุณภาพวัสดุและบรรจุภัณฑ์ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ได้มาตรฐานและทันสมัย จากหน่วยงานภาครัฐ สามารถเข้าไปรับบริการได้ที่ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ สมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย หรือหากต้องการที่จะใช้บรรจุภัณฑ์ บอกได้เลยว่า ปัจจุบันนี้มีตัวเลือกบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตที่ผ่านการรับรองจำนวนมากให้สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการและงบประมาณของตนเอง อีกทั้งยังสามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้น แค่คลิกค้นหาบนช่องทางออนไลน์ก็มีตัวเลือกขึ้นมามากมาย เช่น เอสซีจี แพคเกจจิ้ง LocoPack และ NPP Box เป็นต้น

Published on 22 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย 


บทความแนะนำ

สมาพันธ์ SME กับมุมมองทางรอดเอสเอ็มอียุคโควิด

นับตั้งแต่โลกต้องเผชิญกับโรคระบาด COVID-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนถึงปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่หายไปจากระบบแล้ว 35% จากจำนวนเอสเอ็มอีทั้งหมด  3 ล้านราย ส่วนจำนวนที่เหลือในระบบส่วนใหญ่ก็ล้วนอยู่ในความเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

คุณโชนรังสี เฉลิมชัยกิจ ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่ากลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและค้าปลีกเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ 100% ในช่วง 2 เดือนแรก แม้หลังคลายล็อค มีกระแสเงินสดเข้ามามากขึ้นก็ตาม แต่แค่พอหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอดเท่านั้น ในขณะเอสเอ็มอีกลุ่มอื่นๆ ก็มีอาการอ่อนล้าไม่ต่างกัน หากภาครัฐไม่ต่อมาตรการพักชำระหนี้อีกครั้ง และสถานการณ์ยังคงลากยาวต่อไป เชื่อว่าเอสเอ็มอีที่เหลืออยู่ในวันนี้จะมีความเสี่ยงต่อการเลิกกิจการไปอีกจำนวนมากในปีหน้า

“ธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ได้ด้วยกระแสเงินสด และไม่มีการบริหารความเสี่ยงด้านเงินทุนที่ดีพอ เมื่อยิ่งเจอกับวิกฤต COVID-19 ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งเกิดจากหลายๆ สาเหตุ เช่น เอสเอ็มอีต้องจ่ายค่าผลิตไปก่อนแต่ไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าได้ทันที เนื่องจากติดกับกับเครดิตเทอมที่มีระยะเวลายาวนาน แต่ต้องรับภาระในการจ่ายภาษีไปก่อน เมื่อเป็นอย่างนี้หลายๆ รายจึงเกิดการสะสมให้เงินลงทุนจมไปเรื่อยๆ อีกปัจจัยหนึ่งมาจากธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่มีระบบออโตเมท จึงจำเป็นต้องใช้แรงงาน เมื่อไม่มีเงินมาหมุน แต่ต้องจ่ายค่าแรง ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการเยียวยาจากรัฐบาล เป็นต้น ทุกอย่างล้วนเป็นปัญหาลูกโซ่ที่ทำให้เอสเอ็มอีมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจมากขึ้น”

คุณโชนรังสี สะท้อนถึงมาตรการภาครัฐที่ออกมาช่วยเหลือเอสเอ็มอีในช่วงที่ผ่านมาว่า ยังไม่เพียงพอต่อความเสียหาย ไม่ครอบคลุมในทุกกลุ่มผู้ประกอบการ ที่สำคัญยังไม่ทันต่อสถานการณ์ ดังนั้นทางสมาพันธ์ SME ไทยจึงได้มีการยื่นข้อเสนอไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องภายใต้ข้อเสนอ “2 ลด 2 เพิ่ม” 

เริ่มจาก “2 ลด” ได้แก่ การลดภาระหนี้ให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการรวมหนี้จากหลายๆ สถาบันการเงินที่ผู้ประกอบการขอสินเชื่อให้มาอยู่ในสถาบันการเงินเดียว เพื่อเกิดความคล่องตัวในการปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นกรณีพิเศษ และไม่เป็นแบล็กลิสต์ ส่วนผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเอ็นพีแอล หรือที่เป็นแล้ว ภาครัฐควรมีวิธีการพิจารณาคัดแยกเกรดใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่พอมีศักยภาพในการฟื้นตัวสามารถกลับเข้ามาอยู่ในสนามรบได้อีกครั้ง 

“ที่ผ่านมาการช่วยเหลือด้านแหล่งเงินทุนที่เป็นสินเชื่อจากทางภาครัฐมีความล่าช้า เนื่องจากมีกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาที่ไม่เอื้อต่อสถานการณ์โรคระบาดที่เปลี่ยนไปเร็ว ทั้งยังมีเงื่อนไขที่ไม่ยืดหยุ่น ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ จนต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ส่วนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติในการยื่นขอสินเชื่อ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านขั้นตอนการพิจารณา เราจึงคิดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ควรเปิดช่องทางให้สถาบันการเงินแบ่งสินเชื่อที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอีออกเป็น 2 ขยัก โดยปล่อยเม็ดเงินบางส่วนออกมาก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินตรงนั้นมาหยุดเลือด หรือรันให้ธุรกิจพอหายใจได้ ส่วนขยักที่ 2 ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน แต่ต้องก็มีความยืดหยุ่นด้วย”    

ต่อมาคือ การลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ ด้วยการยืดมาตรการที่ภาครัฐทำอยู่แล้ว อาทิ ลดหย่อนอัตราการส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ลดอัตราค่าสาธารณูปโภคอย่างค่าน้ำค่าไฟ หรือแม้กระทั่งค่าจัดส่งของไปรษณีย์ไทย เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ให้ได้มากที่สุด    

ส่วน “2 เพิ่ม” ได้แก่ การเพิ่มสภาพคล่อง ผ่านการให้สินเชื่อที่มีกลไกเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ดีกว่าที่ผ่านมา , สร้างกองทุนเอสเอ็มอี และมาตรการลดหย่อนทางภาษี หรือลดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์การหักภาษี โดยเฉพาะภาษีนิติลบุคคลประจำปี เพื่อต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องต่อไปในปีหน้าได้ 

อีกหนึ่งเพิ่ม คือ เพิ่มโอกาสการค้าทางการตลาด โดยเฉพาะในยามที่สินค้ายังไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ ทางภาครัฐควรสร้างกลไกให้เกิดช่องทางตลาดในประเทศมากขึ้น

คุณโชนรังสี กล่าวว่า ข้อเสนอ “2 ลด 2 เพิ่ม” ดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวภาครัฐต้องสร้างความแข็งแรง และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี ด้วยการสร้างระบบนิเวศน์ทางธุรกิจทั้งปัจจัยภายนอกภายในให้เอสเอ็มอีทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น และสนับสนุนให้เกิดองค์ความรู้ระดับสากล

ในเวลาเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องช่วยตัวเอง ด้วยการต้องทรานส์ฟอร์มองค์กรให้ทันกับยุคดิจิตัล โดยเพิ่มทักษะทางด้านดิจิตัลให้กับคนรุ่นเก่าที่ทำงานอยู่ในองค์กร และเติมพนักงานรุ่นใหม่เข้ามา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ในอนาคตมีแนวโน้มความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการต้องมีสติ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโมเดลการทำงานแบบ Agility เพื่อปรับตัวได้เร็ว ที่สำคัญต้องวางแผนกระแสเงินสด ประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ปีละครั้งเหมือนในอดีต

“ในฐานะตัวแทนสมาพันธ์ SME ไทย เราอยากให้เอสเอ็มอีมี Mindset ของการเป็นนักสู้ซึ่งเป็นนักสู้อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเราเป็นนักสู้แบบมวยวัด ดังนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นมวยสากลให้ได้ อย่างไรก็ดีท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก อยากเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกคนพยายามมีความหวัง โดยสามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์ SME ไทย ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ทุกคนหาทางออกหรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจต่อไปได้ จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นระหว่างสมาชิกด้วยกัน ตามสโลแกนของสมาพันธ์ SME ไทยที่ว่า “เพื่อนช่วยเพื่อน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” 


Published on 22 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

สร้างรายได้เสริมแบบปังๆ ด้วยแฟรนไชส์สไตล์ “เฮียนพหมูนุ่ม”

“หมูปิ้ง” เป็นหนึ่งในอาหารมื้อด่วนที่คนไทยนิยมและคุ้นเคย มีกลุ่มเป้าหมายหลากหลายวัยตั้งแต่เด็กนักเรียนไปจนคนทำงานออฟฟิศ เป็นหนึ่งในสินค้า Street Food ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป และขายได้ตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนพลบค่ำ แต่ใครจะคิดว่า แค่หมูปิ้งเสียบไม้ก็สามารถทำให้ชีวิตคนๆ หนึ่งให้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากมาย 

จากที่เคยเป็นคนหาเช้ากินค่ำ มีรายได้วันละไม่กี่ร้อยบาทได้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจระดับร้อยล้าน จากยอดขายหมูปิ้งเสียบไม้ที่มากถึง 1.2 แสนไม้ต่อวัน และจากหมูปิ้งข้างถนนแต่วันนี้สามารถต่อยอดให้คนอีกจำนวนไม่น้อย ได้มีรายได้เสริม หรือทำเป็นอาชีพหลักจากการขายหมูปิ้งนมสด (พร้อมปิ้ง) ของเขา

คุณชวพจน์ ชูหิรัญ หรือ เฮียนพ คือบุคคลที่เรากำลังกล่าวถึง ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของ บริษัท หมูนุ่ม จำกัด ซึ่งได้เริ่มทำธุรกิจหมูปิ้งมาตั้งแต่ปี 2550 และเริ่มจดทะเบียนบริษัทปี 2556 จนกลายเป็นธุรกิจอาหารอุตสาหกรรม แบบขายส่ง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

หมูปิ้งธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เฮียนพได้สูตรเด็ดหมักหมูปิ้งมาจาก คุณอั้ว อักษร แม่ค้าหมูปิ้งหน้าสถานีตำรวจ อำเภอปากเกร็ด ก็ได้เริ่มขายหมูปิ้งกับน้องสาวควบคู่ไปกับการขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และเริ่มหาตลาดด้วยการขายส่งหมูหมักที่ยังไม่ได้ปิ้งให้กับคนที่สนใจอยากขายหมูปิ้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีคนมาติดต่อให้ผลิตหมูปิ้งเสียบไม้ด้วยยอดการสั่งซื้อวันละ 20,000 ไม้ แต่ตอนนั้นมีกำลังการผลิตประมาณ 10,000 ไม้ต่อวัน 

ตอนนั้นกำลังการผลิตไม่เพียงพอเพราะเพิ่มขึ้นถึง 100% เขาจึงขอแบ่งส่งวันละ 2 รอบ และเริ่มขยายกำลังการผลิต จนในที่สุดก็สามารถตั้งโรงงานผลิตและส่งออก ที่มีกำลังการผลิตหมูปิ้งเสียบไม้เฉลี่ย 1 – 1.2 แสนไม้ต่อวัน พร้อมการสร้างแบรนด์ “เฮียนพหมูนุ่ม” ที่ทำให้คนเริ่มรู้จักมากขึ้น

จุดเด่นหมูปิ้งของเฮียนพ คือ การเป็นหมูนุ่มที่ผ่านการหมักด้วยส่วนผสมของเครื่องปรุงที่หลากหลาย ซึ่งสูตรการหมักอาจเหมือนหมูปิ้งนมสดทั่วไป แต่จุดที่ทำให้หมูปิ้งเฮียนพมีความพิเศษมากขึ้น นั่นคือการเลือกใช้เนื้อหมูคุณภาพดีที่มีแหล่งซื้อประจำจากเบทาโกร ซีพี และวีซี มีท พร้อมสร้างมาตรฐานการผลิตด้วยโรงงานที่ได้มาตรฐาน อย. และ GMP ซึ่งในหมูปิ้ง 1 ไม้ จะประกอบด้วยส่วนของเนื้อ 80% และมันหมู 20% เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

ต่อมา เฮียนพ ได้เพิ่มความหลากหลายของสินค้า ด้วยเมนูเด็ดยอดนิยมอย่างไก่ย่างโบราณ ไส้กรอกโบราณ ไส้อั่วสมุนไพร และหมูพวง โดยมีการทำตลาดทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ ซึ่งมีการขายส่งในแบบที่เป็นวัตถุดิบพร้อมปิ้งสำหรับนำไปขายต่อ โดยสินค้าบางชนิดมีจำหน่ายในแมคโคร และแมคแวลู ส่วนสินค้าพร้อมทานสำหรับลูกค้าทั่วไปสามารถสั่งผ่าน Delivery Food App ต่างๆ เช่น ไลน์แมน แกร็บฟู้ด ฟู้ดแพนด้า เป็นต้น

สำหรับวัตถุดิบพร้อมปิ้งจะอยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศอย่างดี มีให้เลือกหลายรูปแบบ เช่น หมูนุ่ม แพคละ 10 ไม้ แบบไม้กลมราคา 55 บาท ไม้พายราคา 65 บาท หมูไอติม แพคละ 10 ไม้ ราคา 55 บาท แบบบรรจุกล่อง 80 ไม้ ราคา 440 บาท ไก่ย่างโบราณ แพคละ 10 ไม้ ราคา 65 บาท แบบบรรจุกล่อง 100 ไม้ ราคา 650 บาท ไส้กรอกโบราณ แพคละ 10 ไม้ ราคา 60 บาท ไส้อั่วสมุนไพร แพคละ 10 ชิ้น ราคา 70 บาท และหมูพวง แพคละ 10 ไม้ ราคา 70 บาท

ต่อยอดด้วยธุรกิจแฟรนไชส์

โดยแนวทางการทำตลาดของ เฮียนพ จะมีการขยายตลาดที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายถึง 4 กลุ่มหลัก คือ
1) กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ที่ซื้อสินค้าพร้อมปิ้งเพื่อไปขายต่อ
2) กลุ่มตัวแทนจำหน่าย ที่จำสินค้าไปกระจายต่อในจังหวัดต่างๆ ?
3) กลุ่มจ้างผลิต (OEM) เพื่อนำไปจำหน่ายและสร้างแบรนด์ และ
4) กลุ่มโมเดิร์นเทรด ที่จำหน่ายสินค้าบางชนิด

“ถ้ากำลังการผลิตไม่เพียงพอ คุณก็ต้องจ้างผลิต เพราะการทำธุรกิจเรื่องของกำลังการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ” เฮียนพ กล่าว พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า 

ปัจจุบัน ได้ขยายธุรกิจไปในรูปแบบแฟรนไชส์ เพื่อสร้างโอกาสให้กับคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจแต่มีเงินทุนไม่มาก ซึ่งผู้ซื้อจะได้ชุดอุปกรณ์การขาย และสิทธิ์ในการใช้แบรนด์ “เฮียนพหมูนุ่ม” โดยไม่เสียค่าแฟรนไชส์ และค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงต้นทุนค่าอุปกรณ์เริ่มต้นที่มีตัวเลือก 2 รูปแบบ คือ 

ชุดแจ้งเกิด ราคา 4,900 บาท ในรูปแบบคีออสแบบน็อคดาวน์ พร้อมด้วยอุปกรณ์สำคัญสำหรับการขายหมูปิ้ง

ชุดตั้งหลัก ราคา 19,900 บาท ในรูปแบบรถเข็น พร้อมด้วยอุปกรณ์สำคัญ และวัตถุดิบหมูนุ่มอีก 100 ไม้

โดยมีข้อตกลงกันว่า ผู้ขายจะต้องขายแต่หมูปิ้ง หรือสินค้าของ “เฮียนพหมูนุ่ม” เท่านั้น ยกเว้นข้าวเหนียวที่ผู้ขายสามารถจัดหามาขายคู่กับหมูปิ้งได้เพราะจะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น หรือถุงหิ้วที่มีโลโก้แบรนด์เฮียนพก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกับทางบริษัท แต่สามารถใช้ถุงพลาสติกทั่วไปได้ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดหามากขึ้น 

สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ข้อบังคับแต่ เฮียนพ จะให้คำแนะนำควบคู่ไปกับการสอนเรื่องปิ้งหมู และนึ่งข้าวเหนียวอย่างไรให้น่ารับประทาน ส่วนบทลงโทษสำหรับผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ละเมิดข้อตกลงก็มีตั้งแต่การตักเตือน ไปจนถึงการปลดป้าย

“วันนี้ผมขายแฟรนไชส์ไปแล้วกว่า 1,000 ราย บางคนซื้ออุปกรณ์ไปหลายชุดเพื่อเอาไปจ้างคนขาย บางคนก็ขายเองในช่วงเย็น เพราะทำเป็นอาชีพเสริม แต่บางคนก็ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง หรือบางคนก็ซื้อแค่หมูเราไปขายโดยไม่ได้ซื้อแฟรนไชส์ เพราะมีแค่โต๊ะตั้ง 1 ตัว ก็ขายได้แล้ว แต่บางคนต้องการซื้อแฟรนไชส์เพราะการเข้าไปขายในบางพื้นที่ต้องมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน เช่น หน้าร้านสะดวกซื้อ หรือในปั๊มน้ำมัน”

เฮียนพ ยังมองว่า การทำธุรกิจเมื่อมาถึงระดับหนึ่ง หลายๆ ธุรกิจต้องการเติบโตด้วยการขยายตลาดในรูปแบบแฟรนไชส์เช่นเดียวกับแบรนด์ “เฮียนพหมูนุ่ม” แต่สิ่งสำคัญต้องมีการวางแผนการตลาดที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของ 4P คือ Product, Price, Place และ Promotion เพราะมีความสำคัญด้วยกันทั้งหมด


ทำแฟรนไชส์อย่างไรให้ปัง ไม่พังเสียก่อน

 

ในโลกความเป็นจริงของการทำธุรกิจ แฟรนไชส์อาจไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจ เนื่องจากแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่ต้องใช้หลักพิจารณาค่อนข้างมาก เพราะคนทำธุรกิจ และพ่อค้าแม่ค้าบางรายมักมีเล่ห์เหลี่ยม และเป็นรูปแบบธุรกิจที่สร้างความเสียหายได้ง่าย 

หลายๆ ครั้ง คนที่อยากซื้อแฟรนไชส์ก็มีเงินลงทุนเพียงก้อนเดียว และหากเกิดความผิดพลาดก็ถือว่าหมดตัวได้ หรือผู้ขายแฟรนไชส์ที่ขาดความรอบคอบ และไม่ติดตามผล ก็อาจถูกผู้ซื้อแฟรนไชส์เอาเปรียบได้เช่นกัน

วันนี้ เฮียนพ จึงมีคำแนะนำถึงหลักการพิจารณาในการทำธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ ดังนี้

คนที่คิดจะขายแฟรนไชส์ 

  • ต้องมีสัญญาที่รัดกุม
  • ต้องประเมินศักยภาพการผลิตของตัวเอง 
  • ต้องมีรูปแบบแฟรนไชส์ที่หลากหลายให้เลือกซื้อ
  • ต้องมีแผนการตลาด และให้ความช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ตามสมควร 
  • ต้องมีการประเมินผู้ซื้อว่ามีความสามารถในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่องหรือไม่
  • ต้องมีการติดตามหลังการขายว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน 
  • ต้องตั้งราคาแฟรนไชส์อย่างสมเหตุสมผล ไม่แพง หรือมีราคาถูกจนเกินไป 

“คนที่อยากนำธุรกิจของตัวเองเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี เพราะการทำแฟรนไชส์เท่ากับว่า ต้องมีความรับผิดชอบต่อธุรกิจ และสังคมมากขึ้น เพราะคนที่นำเงินมาลงทุนอาจมีเงินเพียงก้อนเดียว แต่ถ้าเราทำธุรกิจโดยขาดความรับผิดชอบจึงอาจเกิดความเสียหายกับคนที่นำเงินมาลงทุน และเงินที่มีอยู่อาจหมดไปกับการลงทุนซื้อแฟรนไชส์ 

ดังนั้นเมื่อจะทำแฟรนไชส์ ต้องวางแผนด้วยว่า ถ้าขายได้แล้วจะทำต่อไปอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไป มีการติดตามผลอย่างไร ต้องช่วยกันทำตลาดด้านไหนอีกบ้าง เมื่อเขาซื้อแฟรนไชส์ไปแล้ว ขายได้ไหม มีการเติบโตไหม ที่สำคัญต้องประเมินคนซื้อด้วยว่า ซื้อไปแล้วทำต่อได้ไหม มีความตั้งใจหรือเปล่า ซึ่งการตั้งราคาแฟรนไชส์ที่ถูกเกินไปอาจทำให้คนซื้อไม่ตั้งใจขาย อาจเป็นสาเหตุให้เลิกขาย และนำรถเข็นไปจอดทิ้งไว้ริมรั้วปล่อยให้หญ้าขึ้นอาจส่งผลเสียกับแบรนด์ได้”

คนที่คิดจะซื้อแฟรนไชส์

  • อย่าเชื่อกระแส หรือการโฆษณา
  • ต้องเลือกแบรนด์ที่มีเรื่องราว หรือมีที่มาที่ไป
  • ต้องศึกษาแผนการตลาด และเป้าหมายการทำธุรกิจของผู้ขาย
  • ต้องคำนวณต้นทุน และระยะเวลาในการคืนทุนให้ชัดเจน 
  • ต้องศึกษาเงื่อนไข และข้อสัญญาต่างๆ อย่างเข้าใจ
  • ต้องดูความสมเหตุสมผลของราคาแฟรนไชส์ที่ต้องจ่ายกับสิ่งที่จะได้ 

 

“ทุกครั้งที่มีโอกาสไปบรรยาย คำแนะนำอย่างหนึ่งที่มักจะบอกกับคนที่คิดจะซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ คือ อย่าเชื่อกระแส แฟรนไชส์บางเจ้าอาจขายดีเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ แต่วันธรรมดาต้องนั่งตบยุง แต่เราไปเห็นเฉพาะวันที่เขาขายดี รวมถึงเรื่องระยะเวลาการคืนทุน ได้คืนทุนจริงหรือไม่ ซึ่งแฟรนไชส์ใหญ่ๆ อย่างร้านสะดวกซื้ออาจมีการกำหนดระยะเวลาการคืนทุนไว้อย่างชัดเจน”

นอกจากนี้ ยังต้องเลือกดูจากการรีวิวของผู้มีประสบการณ์เป็นส่วนประกอบ เพราะแม้ว่าการทำธุรกิจต้องมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่การรีวิวกลับมีความสำคัญมากกว่า เพราะเป็นการสื่อสารที่เป็นข้อเท็จจริงมาจากฝั่งผู้บริโภค หรือผู้ใช้จริง ควรพิจารณาเลือกลงทุนกับผู้ขายที่มีจิตสำนักในการเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ดี และให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาของผู้ซื้อแฟรนไชส์อย่างจริงจัง

เฮียนพ ทิ้งท้ายไว้ว่า การนำเอาธุรกิจเข้าระบบแฟรนไชส์เป็นเรื่องที่ดี เพราะการทำธุรกิจลำพังเพียงคนเดียวเติบโตได้ยาก คุณจึงต้องหาคนมาช่วยขาย การหาคนมาช่วยขายนั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า แฟรนไชส์ เป็นระบบธุรกิจที่เป็นมาตรฐานระดับโลกไม่ใช่แค่มาตรฐานของประเทศไทย แม้แต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง STARBUCKS หรือ KFC ก็ผ่านการขายแฟรนไชส์มาแล้วเช่นกัน


Published on 22 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ