5 วิธีลดต้นทุนที่ช่วยให้ธุรกิจผ่านวิกฤต

หัวข้อ : 5 วิธีลดต้นทุนที่ช่วยให้ธุรกิจผ่านวิกฤติได้ทุกครั้ง
อ่านเพิ่มเติม : www.bangkokbanksme.com/en/how-to-reduce-costs-that-help-businesses-through-crisis

หลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ อย่างเช่น COVID-19 แม้ธุรกิจจะเริ่มฟื้นคืนกลับมา แต่การบริหารต้นทุนที่เท่าเดิมอาจไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายและความต้องการของคนไม่เท่าเดิม ผู้ประกอบการจึงควรหาวิธีลดต้นทุนการผลิต ให้เหมาะสมกับสถานการณ์แบบนี้ และนี่คือ 5 วิธีที่ช่วยให้บริหารจัดการธุรกิจดีขึ้นกว่าเดิม

 

  1. ใช้สินค้ามือสองบ้าง

การใช้สินค้ามือ 2 สำหรับธุรกิจแล้วนับเป็นการลดต้นทุนที่ดีมาก ซึ่งในบางอุตสาหกรรมหรือบางธุรกิจเราไม่จำเป็นต้องใช้สินค้ามือ 1 อย่างเดียวเสมอไป ซึ่งอาจทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่า 30-40% สุดท้ายยิ่งประหยัดต้นทุนได้มากเท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงกำไรที่เพิ่มมากขึ้น

 

  1. พยายามทำเองก่อนจ้างคนอื่น

ถึงแม้ว่ายิ่งมีคนช่วยมากยิ่งแบ่งเบาภาระคุณได้ก็จริง แต่หากอยากลดต้นทุนต้องลงมือทำด้วยตัวเองให้มากที่สุดก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยเพิ่มทักษะของเราได้อีกด้วย เช่น เรื่องของการตลาดออนไลน์ คุณสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องจ้างคนอื่น

 

  1. เปลี่ยนสถานที่ทำงานถ้าจำเป็นจริง ๆ

หากออฟฟิศของคุณมีค่าเช่าที่แพง การย้ายออฟฟิศเป็นการลดต้นทุนต่อเดือนได้หลายพันบาท แม้จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่หากทำเลของคุณมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ คุณอาจคุยกับทีมให้ดี เพื่อหาสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์กลาง หรือสะดวกกับทุกฝ่าย มันจะช่วยประหยัดได้มากกว่าเดิมแน่นอน

 

  1. ลงทุนกับเทคโนโลยีดีที่สุด

หลายคนจะไม่กล้าที่จะซื้อเทคโนโลยีมาใช้งาน เพราะรู้สึกว่าราคาสูง แต่หากเทคโนโลยีนั้นสามารถตอบสนองแทนคนได้เป็นอย่างดี ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับทีมหรือคุณได้ ก็ควรค่าแก่การลงทุน เทคโนโลยีสมัยนี้มีให้เลือกใช้งานได้ในราคาถูกมากกว่าที่คุณคิด

 

  1. อย่าให้พนักงานลาออกบ่อย ๆ

หลายคนอาจมองว่าการลาออกเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ แต่นั่นหมายถึงต้นทุนของคุณจะเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เช่น

  • ต้องมองหาคนใหม่และต้องใช้เวลาในการสอนงาน 
  • อาจมีต้นทุนจากการทำงานพลาด
  • ถ้าบริษัทมียูนิฟอร์มก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนั้นด้วย 
  • มีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่พนักงานคนอื่นจะทำงานตัวเอง แต่ต้องสละเวลามาสอนพนักงานใหม่

 

 

Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

3 ข้อที่ต้องทำ ถ้าจะปรับธุรกิจขึ้นออนไลน์

หัวข้อ : 3 ข้อที่ต้องทำ ถ้าจะปรับธุรกิจขึ้นออนไลน์
อ่านเพิ่มเติม :www.smebiznews.com/2020/3-ข้อที่ต้องปรับ

 

ผู้ประกอบการที่มีเคยมีหน้าร้าน แต่ตอนนี้ปิดไปแล้ว หรือผู้ประกอบการที่กำลังสนใจปรับธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้ โดยอยากจะเริ่มต้นทำออนไลน์บ้าง จะต้องเริ่มอย่างไร เรามี 3 แง่คิดดี ๆ มาฝากให้เป็นไอเดีย

 

1. ทัศนคติในการทำออนไลน์ 

- เปิดพื้นที่ส่วนตัวเป็นสาธารณะ เรื่องแรกที่ต้องปรับจูนก็คือ ทัศนคติเกี่ยวกับการเปิดเผยตัวตน ลองเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณชนเพิ่มมากขึ้น เปิดรับเพื่อนใหม่ที่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อน

- ไม่รอลูกค้าทักเข้ามาซื้อเหมือนออฟไลน์ ต้องทำเชิงรุก เช่น หากเราโพสต์ข้อมูลสินค้าหรือบริการเราลงไปในสื่อโซเชียลแล้ว หากมีคนกดไลก์ ลองเข้าไปทักทายพูดคุย ไม่ต้องรอให้คนทักมาถามราคา

- ตอบไวรวดเร็ว หรือใช้แชทบอท หรือตั้งค่าตอบอัตโนมัติ เพราะตอบช้าแค่ไม่กี่นาที หรือข้ามไปเป็นวัน ๆ ว่าที่ลูกค้าอาจหายไปซื้อกับคนอื่นหมด

- มีการเชื่อมการทำงานระหว่างโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มอื่น ๆ

- ทำงานหนักกว่าออฟไลน์ เช่น เพิ่มเพื่อน ทำโพสต์ ส่งข้อมูล ปิดการขาย

- ลงทุนบ้าง เช่น ถ้าต้องการหาลูกค้าใหม่ ๆ เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ก็ต้องมีงบประมาณในการซื้อโฆษณาเฟซบุ๊ค

- กฎของจำนวน มีความถี่ ความต่อเนื่อง ทำทุกวัน

 

2. จะเลือกใช้โซเชียลมีเดียแบบไหนดี?

ก่อนจะเลือกใช้ต้องทำความรู้จัก เรียนรู้วิธีใช้งานแต่ละชนิด ซึ่งแต่ะละแพลตฟอร์มก็เหมาะกับประเภทธุรกิจที่แตกต่างไป ขึ้นอยู่ประเภทธุรกิจของคุณ และไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องใช้กี่แพลตฟอร์ม แต่ละโซเชียลมีเดียก็มีจุดเด่นต่างกัน จะใช้หลายโซเชียลมีเดียเพื่อกระจายความเสี่ยงก็ได้ ในบ้านเราที่เป็นที่นิยมในการทำธุรกิจออนไลน์ก็คือโซเชียลมีเดียเหล่านี้

 

3. ทักษะที่ต้องเรียนรู้เพื่อทำธุรกิจออนไลน์

มีหลายเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องฝึก เรียนรู้ในการทำ หรือถ้ามีงบมาก ๆ สามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำให้ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าให้ดีหากธุรกิจไม่ได้ใหญ่มากหรือมีสินค้าหลากหลาย เจ้าของธุรกิจมาลงมือเรียนรู้ทำเอง หรือไปเข้าคอร์สเรียนเพื่อจะได้ทำเองก็จะยิ่งดี

เรื่องที่ควรรู้เพื่อทำเองเป็น

  • ฝึกการใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น แอปแต่งรูป แอพปรับขยายขนาดรูป
  • ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อด้วยแอป
  • เรียนรู้การใช้งานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
  • การนำโซเชียลมีเดียมาปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ
  • การเพิ่มเพื่อนแต่ละโซเชียลมีเดีย
  • การลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์หรือสร้างรายได้

 


Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

ตลาดความงามที่เปลี่ยนไป หลัง COVID-19

หัวข้อ : ตลาดความงามหลังโควิด-19 จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
อ่านเพิ่มเติม : https://www.bangkokbanksme.com/en/beauty-market-behind-covid-19-what-will-happen

 

ในด้านตลาดเครื่องสำอางทั่วโลกนั้นมีข้อมูลบ่งชี้ว่า ผลพวงจากการล็อกดาวน์ ผู้คนส่วนใหญ่อยู่บ้าน ได้ส่งผลกระทบทำให้ตลาดของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการแต่งหน้าและเทรนด์ความงามต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป

 

เทรนด์และความเปลี่ยนแปลงในฝรั่งเศส

- สาวชาวปารีสที่ขึ้นชื่อว่ารักสวยรักงามเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ยังลดระดับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงและเสริมความงามลง ในช่วงที่รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มมาตรการกักตัวประชาชน เป็นระยะเวลานานกว่า 2 เดือน

- น้ำหอมและเครื่องสำอางเมื่อเดือนเมษายน 2563 ยอดขายกลับลดเหลือเพียง 22 ล้านยูโร เท่านั้น (จาก ยอดขายเฉลี่ยปีที่แล้ว เดือนละประมาณ 247.83 ล้านยูโร)

- สินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ได้แก่ ครีมบำรุงผิวหน้าและผิวกาย ผลิตภัณฑ์บำรุงผม ลิปบาล์ม ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

- สินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุด คือ ลิปสติก ยอดขายทางออนไลน์ลดลงมากถึงร้อยละ 58

- ปัจจุบันที่เข้าสู่การใช้ชีวิตประจำวันตามเดิม แต่ยังต้องใส่หน้ากากอนามัย ยอดขายเครื่องสำอางสำหรับแต่งดวงตาปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 116  โดยเฉพาะในกลุ่มมาสคาร่าที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 150

- เครื่องสำอางแบบติดทนนาน กันน้ำ กันเหงื่อ หรือกันเลอะเลือนกลับมาได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก 

- เครื่องสำอางแบบคอนทัวร์ริ่งที่เคยฮิต ปัจจุบันกลับได้รับความสนใจน้อยลง

 


 

เทรนด์และความเปลี่ยนแปลงในจีน

-  ในช่วงเกิดการระบาดผู้บริโภคเกือบร้อยละ 50 ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวเป็นอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรเพิ่มขึ้น เช่น แผ่นมาส์กหน้า โลชั่นบำรุงผิวหน้า เซรั่ม เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับดูแลผิวหน้า

- การแต่งหน้าน้อย ส่งผลให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดน้อยลง

- หลังจากการระบาดพบว่า 

  • ผู้บริโภคร้อยละ 58 ดูแลผิวด้วยการเพิ่มความต้านทานของผิวจากสภาพแวดล้อมภายนอก 
  • ผู้บริโภคร้อยละ 55 ดูแลผิวโดยเน้นคุณค่าและประโยชน์ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์
  • ผู้บริโภคร้อยละ 53 ดูแลผิวโดยเน้นการปรับปรุงผิวพรรณอย่างต่อเนื่อง

- ปัจจุบันเหตุผลที่ผู้บริโภคใช้ในการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากที่สุด ได้แก่ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ตามลำดับ

- ผู้บริโภคหันมาใช้เทคนิคการแต่งหน้าที่เป็นธรรมชาติแบบบางเบามากขึ้น แม้จะคลายล็อกดาวน์ไปแล้ว

 


 

เทรนด์และความเปลี่ยนแปลงในออสเตรเลีย

- ปกติสาวๆ ออสเตรเลียมีการแต่งหน้าที่เข้ม หลังการระบาดมีการหันมานิยมแต่งหน้าให้มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อความงามแบบทำได้ด้วยเองเพิ่มมากขึ้น

- ยอดขายผลิตภัณฑ์การตกแต่งเล็บ ทำเล็บ และยาล้างเล็บ เพิ่มขึ้นร้อยละ 237

- สินค้าประเภทการทำสีผมแบบปราศจากสารเคมีชนิดรุนแรง เพิ่มขึ้นร้อยละ 124

- ยอดขายสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์กำจัดขน เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน

- ร้านค้าเครื่องสำอางออนไลน์ชื่อดังของออสเตรเลีย มียอดขายเครื่องอุปกรณ์สำหรับคลินิกเสริมความงามเพิ่มขึ้นร้อยละ 113 ยอดขายมาสก์บำรุงผิว เพิ่มขึ้นร้อยละ 63 และผลิตภัณฑ์ออยบำรุงผิว เพิ่มขึ้นร้อยละ 41

- หลังผ่อนปรนมาตรการมาได้ซักระยะ แต่พฤติกรรมการแต่งหน้ายังคงเน้นสภาพของผิวหน้าที่สดใสและเป็นธรรมชาติ โดยยังคงใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบา แต่ปกปิดสูง และช่วยบำรุงผิวไปพร้อมกัน

 

บทสรุปนี้ อาจไม่ครอบคลุมในทุกกลุ่มของสาว ๆ ทั่วโลก แต่มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ประเด็นหนึ่ง คือ เทรนด์ความงามตามธรรมชาติ และเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติได้รับความนิยมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัย ซึ่งในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน ผู้ผลิตสามารถนำเทรนด์เหล่านี้ไปต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับตลาดที่อนาคตได้

 


Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

เปิดกลยุทธ์ธุรกิจอาหาร ทำการตลาดผ่านอินสตาแกรม

หัวข้อ : Scale up ธุรกิจอาหารอย่างไร? ให้โตเหนือคู่แข่ง 
อ่านเพิ่มเติม : https://www.kasikornbank.com/th/business/sme/KSMEKnowledge/k-sme-inspired/Inspired/Inspired-Apr-2019.aspx

การแชร์ภาพอาหารผ่านโซเชียลมีเดียมีอิทธิผลอย่างมากในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อินสตาแกรม หรือไอจี เป็นหนึ่งในโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ผู้ใช้ไอจีส่วนใหญ่ชอบลงภาพเซลฟี่ของตัวเองและภาพจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน  หรือกระทั่งภาพอาหารที่ถ่ายอยากสวยงามชวนกิน 

อินสตาแกรม หรือไอจี จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่บรรดาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้า เช่น การเสิร์ฟอาหารที่จัดแต่งสวยงามเพื่อให้ลูกค้าเกิดอาการว้าวจนต้องถ่ายรูปลงไอจี หรือการจ้างคนดังมาถ่ายรูปรีวิวอาหารผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อให้ผู้ติดตามของคนดังเหล่านั้นอยากมาตามรอย

สำหรับร้านหรือแบรนดที่มีอินสตาแกรมของตัวเองอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ต้องระวังคือ การถ่ายรูปสินค้านับร้อยนับพันแล้วอัพลงรัว ๆ เพราะแทนที่จะเป็นผลดีกลับจะสร้างความรำคาญให้ผู้ติดตามได้

 

เทคนิคการโพสต์ช่วยเพิ่มยอดแชร์และจำนวนผู้ติดตาม

#ชูจานเด่นของร้าน

  • หลีกเลี่ยงการลงภาพอาหารทุกเมนูเพราะอาจจะเป็นอะไรที่มากเกินไป 
  • เลือกลงภาพเมนูที่แตกต่างจากร้านอื่น หรือที่คิดว่าร้านอื่นไม่มี
  • เลือกลงภาพจานที่เป็น “เอกลักษณ์” ที่ลูกค้ามาต้องสั่ง
  • ฉีกแนวเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มด้วยภาพอาหารที่กำลังอยู่ในกระแส เช่น ของว่างเพื่อสุขภาพ อาหาร
  • ที่มีเฉพาะฤดูกาล เป็นต้น

 

#ใช้ประโยชน์จากแฮชแท็ก

การใส่แฮชแท็ก (#) จะทำให้เข้าถึงกลุ่มคนใช้โซเชียลได้มากขึ้น รวมถึงคนที่ไม่ได้ติดตามอินสตาแกรมของทางร้าน นอกจากนั้นแฮชแท็กยังใช้เพื่อติดตามเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกโซเชียลอีกด้วย

 

#รู้ช่วงเวลาในการโพสต์

ภาพอาหารสวยงามก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจจากชาวเน็ตได้หากโพสต์ผิดเวลา ช่วงเวลาที่โพสต์จึงสำคัญมาก

  • การโพสต์ภาพอาหารเช้าในช่วงบ่าย หรือโพสต์อาหารค่ำในช่วงเช้าอาจไม่ช่วยอะไร 
  • การโพสต์ภาพอาหารติด ๆ กัน 5 ภาพรวดก็กลายเป็นเฝอเกินไป จึงต้องวางแผนให้ดี
  • การโพสต์ก่อน 9 โมงเช้าช่วงวันธรรมดา เป็นช่วงที่คนเริ่มจับถือโทรศัพท์ระหว่างไปทำงาน โอกาสที่คนจะเข้ามากดไลก์กดแชร์ย่อมมีมาก

 

#ความสมํ่าเสมอคือสิ่งสําคัญ

โพสต์แค่วันละ 1-2 โพสต์ก็เพียงพอ แต่ต้องต่อเนื่องเป็นประจำ ไม่หายไปนานจนคนอาจเข้าใจผิดว่าเลิกกิจการไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องโพสต์แต่ภาพอาหารอย่างเดียว อัพเดตข่าวสารของร้านหรือเรื่องราวดี ๆ ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของร้านและเป็นประโยชน์มาแชร์บ้างก็ได้เช่นกัน

 

#โพสต์ภาพนิ่งสลับภาพเคลื่อนไหว

ควรอัดคลิปหรือถ่ายภาพวิดีโอมาลงบ้าง เพราะภาพเคลื่อนไหวจะดึงความสนใจได้ดีกว่าภาพนิ่ง อาจจะเป็นคลิปสาธิตการทำอาหารหรือเครื่องดื่มง่าย ๆ ของทางร้านที่ความยาว 15 วินาทีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1 นาที

 

#ลูกค้าคือคนสําคัญ

ลูกค้าอาจจะถ่ายรูปตัวเองขณะไปใช้บริการที่ร้านและลงในอินสตาแกรมส่วนตัวเป็นเรื่องปกติ ถ้าทางร้านติดตามเจอ แนะนำให้ขออนุญาตแคปภาพลงในอินสตาแกรมร้าน ขอบคุณลูกค้า นอกจากจะสร้างความรู้สึกดีให้กับลูกค้าได้แล้ว ยังอาจช่วยให้เกิดการแชร์โพสต์นั้นเพิ่มอีกได้

 

#จัดกิจกรรมแจกรางวัล

 ทางร้านหรือทางแบรนด์สามารถจัดกิจกรรมง่าย ๆ ผ่านอินสตาแกรม เช่น ประกวดภาพถ่ายกับสินค้าของร้าน เปิดภาพเป็นสาธารณะ แท็กเพื่อนจะกี่คนแล้วแต่เรากำหนด จากนั้นคัดเลือก ภาพไหนชนะจะรับรางวัลไป จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมที่ดีระหว่างลูกค้ากับร้านได้

 

#รีวิวจากคนดังหรือคนที่มีผู้ติดตามเยอะ

หากร้านมีเงินทุนเยอะหรือมีคอนเน็กชัน อาจโปรโมตแบรนด์ผ่านช่องทางของบรรดาเน็ตไอดอล หรือคนที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 50% เลยทีเดียว



Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

ทำธุรกิจอาหาร อยากรับจัดเลี้ยง เริ่มต้นอย่างไรดี

หัวข้อ : เทคนิคการทำธุรกิจ Catering อย่างมืออาชีพ
อ่านเพิ่มเติม : https://scbsme.scb.co.th/sme-inspiration-detail/catering-technique

 

ธุรกิจรับจัดเลี้ยง หรือ Catering เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเริ่มธุรกิจไปจนถึงผู้ที่อยากต่อยอดธุรกิจอาหารเดิมที่ทำอยู่ แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างมาประกอบเข้าด้วยกัน

 

เรื่องควรรู้ก่อนเริ่มทำธุรกิจรับจัดเลี้ยง

- ธุรกิจรับจัดเลี้ยงถือเป็นงานด้านการบริการจัดเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่มตามงานและสถานที่จัดงานต่าง ๆ ที่ลูกค้ากำหนด เพื่อเฉลิมฉลองงานดังกล่าว และเพื่อดูแลให้แขกที่มาร่วมงานเกิดความประทับใจ

- การจัดเลี้ยงที่ดีจะช่วยสร้างคุณค่าให้แก่งาน และเอื้อประโยชน์แก่เจ้าภาพผู้จัดงานต่อไปในอนาคต ดังนั้นนอกเหนือจากอาหารเครื่องดื่มที่สดใหม่ อร่อย และได้คุณภาพแล้ว นักจัดเลี้ยงที่ดีย่อมต้องคำนึงถึงการบริการที่ดีของพนักงาน

- หากยังไม่มีพื้นฐานด้านจัดเลี้ยงมาก่อนไม่ควรทำเป็นธุรกิจใหญ่ ควรเริ่มจากเล็ก ๆ โดยอาศัยฐานลูกค้าในละแวกหมู่บ้านหรือพื้นที่ใกล้เคียงก่อน

- ธุรกิจรับจัดเลี้ยงเป็นธุรกิจที่ทำกำไรและมีการแข่งขันสูง ดังนั้น ผู้ที่จะทำธุรกิจด้านนี้ต้องมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน และนอกจากมีความพร้อมแล้วยังต้องหาจุดแตกต่างของตัวเองให้เจอ เพื่อเป็นการแสดงจุดขายให้กับธุรกิจของคุณเอง

- หลายครั้งที่ลูกค้ามักมีคำถามหรือต้องการความเห็นจากผู้รับจัดเลี้ยงว่าควรทำแบบไหน มีอาหารอย่างไรที่จะทำให้แขกที่มาร่วมงานประทับใจ ผู้ประกอบการที่ดีต้องสามารถตอบคำถามและให้ข้อมูลกับลูกค้าในเบื้องต้นได้ ดังนั้น ควรรวบรวมผลงานและถ่ายเก็บไว้ ให้ลูกค้าที่มาติดต่อได้เห็นและสามารถตัดสินใจเลือกรูปแบบการจัดเลี้ยงได้ง่ายขึ้น

- ธุรกิจรับจัดเลี้ยงเป็นอีกเทรนด์ที่ต้องอิงกับกระแสสังคม จึงต้องรู้ว่าขณะนั้นความต้องการบริโภคของคนเป็นในทิศทางไหน มีอะไรที่คนสนใจ รวมถึงกระแสสังคมที่คนรับจัดเลี้ยงสามารถเอามาเป็นไฮไลต์หนึ่งในการจัดบรรยากาศของงานโดยต้องไม่เลียนแบบใคร

 

ประเภทของการจัดเลี้ยงสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

  • โต๊ะจีน บริการแบบจับจองที่นั่งรอบโต๊ะ แล้วทยอยเสิร์ฟอาหารเมนูต่าง ๆ ทั้งอาหารจีน อาหารไทย
  • บุฟเฟ่ต์ จัดเตรียมอาหารคาวหวานนานาชนิดไว้ให้แขกเลือกตักรับประทานเอง อาหารบุฟเฟ่ต์มีข้าวเป็นองค์ประกอบหลัก และมักใช้ในอาหารมื้อหลัก เช่น มื้อเช้า มื้อเที่ยง หรือมื้อเย็น
  • ค็อกเทล จัดวางอาหารเมนูต่าง ๆ ไว้ให้แขกเลือกตักรับประทานเอง โดยค็อกเทลจะต่างจากบุฟเฟ่ต์ตรงที่ เมนูค็อกเทลจะเป็นอาหารรับประทานเบา ๆ มักใช้กับงานเลี้ยงที่ต้องการบรรยากาศสบาย ๆ         
  • ซุ้มอาหาร การจัดเลี้ยงแบบออกร้านหรือมีซุ้มอาหารกระจายตามจุดต่าง ๆ เหมาะสำหรับพื้นที่จัดเลี้ยงที่มีบริเวณกว้าง หรืองานที่ต้องการบรรยากาศสนุกสนาน เช่น งานเทศกาลต่าง ๆ เพราะแขกจะรู้สึกเหมือนได้เลือกซื้ออาหารด้วยตนเอง
  • คอฟฟี่เบรกและอาหารว่าง นิยมใช้ในงานสัมมนา มักมีชา กาแฟ หรือโอวัลติน รับประทานกับเบเกอรี่หรือขนมชนิดต่าง ๆ
  • อาหารกล่อง มักเป็นอาหารตามสั่งทั่วไปจัดทำใส่กล่อง เช่น ข้าวผัด ข้าวผัดพริกลงเรือ ข้าวผัดกะเพรา ฯลฯ ราคาตั้งแต่กล่องละ 25 บาทขึ้นไปแล้วแค่วัตถุดิบที่ใช้
  • ชุดอาหารว่าง หรือ Snack Box เป็นการจัดชุดอาหารว่าง เช่น พัฟฟ์ พาย เค้ก และเครื่องดื่มใส่ลงในกล่อง เหมาะสำหรับการสัมมนา การจัดเลี้ยงที่ต้องมีการเดินทาง หรืองานที่ต้องการความรวดเร็ว
  • เซตเมนู เป็นบริการที่จัดอาหารตามความต้องการของลูกค้า ส่วนใหญ่มักเป็นการจัดเลี้ยงขนาดเล็ก เช่น เลี้ยงแขก 10 คน จัดเซตเมนูอาหาร 15 รายการ ซึ่งแต่ละเซตเมนูอาจจะเป็นได้ทั้งเซตอาหารไทย หรือเซตอาหารฝรั่ง
  • อาหารพิเศษอื่น ๆ บางครั้งลูกค้าต้องการเมนูอาหารพิเศษนอกเหนือไปจากที่นิยมใช้กัน เช่น ต้องการให้อาหารในงานเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมด หรือต้องการให้เป็นอาหารนานาชาติ ซึ่งผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวสำหรับความต้องการพิเศษเหล่านี้อยู่เสมอ

 

Published on 15 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ