ตอบแชทอย่างไร เอาใจลูกค้าออนไลน์ได้อยู่หมัด

หัวข้อ : Hersumers สายเปย์แห่งวงการนักชอป
อ่านเพิ่มเติม : www.kasikornbank.com/th/k-sme-inspired/Inspired/Inspired-Sep-2019


การรักษาฐานลูกค้าเท่ากับรักษากำไรของธุรกิจ โดยเฉพาะการสื่อสารกับผู้บริโภคในโลกโซเชียล อาจทำให้ธุรกิจของคุณรุ่งหรือร่วงได้ อย่างคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว
สำหรับการทำธุรกิจออนไลน์สิ่งที่ต้องจัดหาให้ลูกค้าได้ก็คือ ความสะดวกสบาย สั่งง่าย ส่งไว ไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้ เอาใจด้วยโปรโมชั่น แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัดคือ "การตอบสนองอย่างรวดเร็ว"

 

ยิ่งการแข่งขันสูงขึ้น ยิ่งต้องขยันหมั่นตอบสนองลูกค้าให้ไว ทั้งในส่วนของข้อความและรีวิว แต่เหนือความไวคือ “ความเข้าใจ” เพราะถ้าตอบไม่เคลีย หรือทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดอาจเกิดผลเสียแทนได้ หากคุณรู้จักรู้ใจลูกค้ามาก จะเป็นส่วนช่วยให้ธุรกิจได้ใจลูกค้า พวกเขาก็ยินดีที่จะสนับสนุน แม้สินค้าหรือบริการของคุณจะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจยังสามารถเพิ่มสินค้าหมวดใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจอีกด้วย ซึ่งการเอาใจลูกค้าให้ติดใจแบรนด์คือ สูตรสำเร็จของธุรกิจระดับโลก สำหรับวิธีปฏิบัติที่ช่วยให้คุณมั่นใจว่ามาถูกทาง มีดังนี้

 

ตอบเมสเสจให้ไว เมื่อได้รับข้อความจากลูกค้า

ก่อนตอบต้องทราบให้แน่ชัดถึงความกังวลของลูกค้าเสียก่อน แล้วจึงตอบให้ชัดเจน เวลาในการตอบกลับไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง ยิ่งเร็ว ยิ่งดี เป็นเหตุว่าทำไมการใช้แชตบอตจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน

ตัวอย่างการใช้แชตบอทง่าย ๆ เช่น การตั้งชุดคำถาม-ตอบที่พบบ่อย อย่าง ร้านอยู่ที่ไหนคุณก็ตั้งค่าให้แชตบอตส่งที่อยู่ และแผนที่กลับไปให้ลูกค้าได้ในทันที

 

ตอบทุกรีวิวด้วยความนอบน้อม และไม่โต้เถียง

ทำใจให้เย็นเข้าไว้ ไม่ว่ารีวิวของลูกค้าจะใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไร้ความจริงก็ตาม ต้องชี้แจงอย่างใจเย็น เพราะการตอบกลับรีวิวเชิงลบด้วยการโต้เถียงอย่างรุนแรงนั้นไม่เพียงแต่ทำให้คุณดูแย่  แต่ยังเสี่ยงต่อการได้รับคอมเมนต์เชิงลบจากบรรดานักรีวิวคนอื่น ๆ ตามมาอีก นอกจากนี้ีรีวิวต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการจัดอันดับรายการธุรกิจใน กูเกิ้ล มาย บิสิเนส (Google My Business) ด้วย

ตัวอย่างการตอบรีวิวเชิงลบ เช่น ถ้าใครบางคนไม่ชอบบริการของคุณ ให้ลองค่อย ๆ ถามเหตุผลกลับไปว่า ทำไม? เกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เขาไม่ประทับใจ? เพื่อที่คุณจะได้นำไปปรับปรุงในส่วนนั้นให้ดีขึ้น

การทำเช่นนี้ พวกเขาจะรู้สึกว่าธุรกิจได้ยินเสียงของเขา และคุณอาจจะได้เรียนรู้บางอย่างจากการสนทนาได้ ถ้าคุณสามารถแก้ปัญหาหรือคลายความกังวลของพวกเขาได้ มีโอกาสที่พวกเขาจะกลับไปแก้ไขข้อความรีวิวบางสิ่งที่เกินจริง ให้ดีขึ้นและมีความถูกต้องได้

 

สร้างเฟซบุ๊ก กรุ๊ป (Facebook Group)

การสร้างชุมชนออนไลน์ให้กับธุรกิจเป็นไอเดียที่สำคัญมาก คุณสามารถสร้างเฟซบุ๊ก กรุ๊ปให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการกับคุณจริง ๆ ได้เข้ามาร่วม ให้สมาชิกของกรุ๊ปสามารถแลกเปลี่ยนความคิด คำถามกันได้ โดยเริ่มต้นจัดการได้ ดังนี้

- กำหนดกฎ ข้อปฏิบัติของกรุ๊ป พื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย

- จัดให้มีผู้ดูแล (Moderator) จำนวนหนึ่ง เพื่อดูแลความเรียบร้อยของกรุ๊ป

- ถ้าเปิดกรุ๊ปเป็นแบบสาธารณะ (Public Group) แนะนำให้ตั้งคำถามก่อนเข้าร่วม เพื่อป้องกันด้านต่าง ๆ

 

เป็นมิตร เคารพ และพร้อมช่วยเหลือ 

นึกไว้เสมอว่า ทุกครั้งที่คุณโต้ตอบกับลูกค้าออนไลน์ ให้ใช้ข้อความต้อนรับที่อบอุ่น จริงใจเสมอ สิ่งสำคัญคือ  ต้องให้ความเป็นมิตรที่พร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แทนการยัดเยียดสินค้า บริการ หรือใช้ข้อความเชิงธุรกิจ

หากใช้แชทบอตช่วยตอบคำถาม ควรตั้งค่าให้บอตโต้ตอบด้วยข้อความต้อนรับที่อบอุ่นเช่นเดียวกัน และพยายามตั้งค่าให้บอตโต้ตอบได้ใกล้เคียงมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

 



Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

Line My Shop ช่องทางใหม่ขยายธุรกิจ

หัวข้อ : Line My Shop ช่องทางใหม่น่าใช้สำหรับธุรกิจคุณ
อ่านเพิ่มเติม :https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/line-my-shop-for-business.html

 ไลน์ (Line) เป็นอีกหนึ่งช่องทางขายของออนไลน์ยอดฮิต ด้วยจุดเด่นที่ใช้งานง่าย และใช้เงินในการลงทุนไม่มาก ตอนนี้ไลน์มีช่องทางขยายฐานการขายที่น่าสนใจอย่าง ไลน์ มายช้อป (MyShop หรือ LINE OA Plus E-Commerce) ที่จะมาช่วยในเรื่องของการสร้างฐานลูกค้าได้เพิ่ม แถมลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบรับที่เข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่ม  

ไลน์ มายช้อป คืออะไร

- เป็นระบบจัดการร้านค้าอย่างสมบูรณ์แบบจากไลน์ ให้คุณสามารถบริหารร้านค้าได้ง่ายขึ้น

- ก่อนใช้ต้องเชื่อมต่อกับไลน์ออฟฟิเชียล (LINE Official Account) 

- มีฟีเจอร์มากมายที่ช่วยทำให้จบการขายได้ง่ายมากขึ้น เช่น มีระบบจัดการบิลรายการสั่งซื้อ ระบบการชำระเงินที่สะดวก มีระบบแจ้งเตือนให้ลูกค้ากรอกชื่อที่อยู่ ชำระเงิน และติดตามดูหมายเลขพัสดุ

รวมฟีเจอร์ที่คนอยากขายของต้องถูกใจ

ไลน์ มายช้อป ถูกออกแบบมาให้คนทำธุรกิจได้มีช่องทางการขายที่สะดวกมากขึ้น เพิ่มโอกาสของการปิดการขาย จึงมาพร้อมกับฟีเจอร์เด่น ๆ เช่น

- สามารถสร้างเว็บไซต์ส่วนตัว โดยใช้หน้าเว็บไซต์สำเร็จรูปที่สามารถกดเข้าดูได้ทันทีพร้อมแชร์ลงบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้

- มีระบบแชทที่เชื่อมต่อกับ ไลน์ออฟฟิเชียล (LINE Official Account) ของร้านคุณด้วย

- มีระบบช่วยจดจำข้อมูลของลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่ต้องสร้างบัญชีหรือกรอกที่อยู่ใหม่เมื่อต้องการซื้อสินค้าจากร้านค้าคุณ

- สามารถจัดโปรโมชั่นร่วมกับ ไลน์พอยต์ (LINE POINTS) ได้ เพื่อกระตุ้นยอดขาย

- รับชำระเงินได้ทั้งบัตรเครดิตและอี-วอลเล็ต ผ่าน แรบบิท ไลน์ เพย์ (Rabbit LINE Pay) หรือจะตั้งค่าเป็นการโอนเงิน/เก็บเงินปลายทางให้เงินเข้าร้านโดยตรงก็ได้

ธุรกิจใดบ้างที่เหมาะสำหรับการทำไลน์ มายช้อป

ทุกธุรกิจสามารถเข้ามาทำการตลาดผ่านทางช่องทางนี้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีควรเข้ามาทดลองใช้ช่องทางนี้มากที่สุด เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าบนไลน์ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เริ่มอย่างไรถ้าจะลองใช้ไลน์ มายช้อป

- อันดับแรกต้องมี บัญชี LINE Official Account ให้เรียบร้อยก่อน

- จากนั้นให้คุณเข้าไปที่เว็บ https://linemyshop.com/

- กดที่ปุ่ม “เปิดร้านค้าฟรีเลย” จากนั้น กดปุ่ม “เริ่มติดตั้ง LINE MyShop”

- หน้าจอจะขึ้นหน้าแสดง Official Account ทั้งหมดของเรา เลือกว่าจะให้ Official Account ไหนเปิดใช้งาน LINE MyShop

- ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเปิดใช้งาน สามารถเข้าไปทดลองใช้กันได้เลย

สำหรับใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ที่ https://linemyshop.com/


Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย


บทความแนะนำ

3 ตัวช่วยเอสเอ็มอีเรื่องกฎหมายสำหรับธุรกิจโรงแรม

หัวข้อ : เจาะ 3 ตัวช่วยเรื่องกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม SME
อ่านเพิ่มเติม :https://scbsme.scb.co.th/sme-inspiration-detail/hotel-law1

 

สำหรับธุรกิจบูทีคโฮเต็ล เกสต์เฮ้าส์ โฮสเทล รีสอร์ท โฮมสเตย์ เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ฯลฯ ที่ดำเนินธุรกิจโดยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น มีข้อกฎหมายสำคัญอะไรที่ควรรู้บ้าง มาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย

 

ทำความรู้จักกฎหมายเกี่ยวกับโรงแรม

  • พรบ. โรงแรม ได้ระบุไว้ว่า โรงแรมคือ สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นโดยมีค่าตอบแทน โดยคิดค่าบริการต่ำกว่ารายเดือน 
  • การให้บริการที่พักไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด หากมีการคิดค่าบริการต่ำกว่ารายเดือน ล้วนแต่อยู่ภายใต้พรบ. โรงแรมฉบับนี้ทั้งสิ้น และต้องได้รับการอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
  • ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียนโรงแรม ได้แก่ อธิบดีกรมการปกครองหากโรงแรมตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่จังหวังต่างๆ หากไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท (ม.59)

สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ยังมีที่พักประเภทหนึ่งที่สามารถขอยกเว้นใบขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมได้ ซึ่งก็คือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมและประเภทของโรงแรม


สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมและประเภทของโรงแรม

คือ สถานที่พักที่มีจำนวนห้องพักในอาคารเดียวกันหรือหลายอาคารรวมกันไม่เกิน 4 ห้องและมีจำนวนผู้พักรวมกันไม่เกิน 20 คน โดยเปิดให้พักเพื่อเป็นรายได้เสริม ซึ่งผู้ประกอบการลักษณะนี้ที่มีผู้ประกอบการที่มีรายได้หลักสามารถไปติดต่อนายทะเบียนแจ้งขอเป็น “สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรมและประเภทของโรงแรม” ก็สามารถประกอบกิจการได้โดยไม่ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

สิทธิในการประกอบธุรกิจนี้จะติดตัวคนแจ้งไปตลอดไม่มีวันหมดอายุ ตัวอย่างการขออนุญาตลักษณะนี้ เช่น โฮสเทลขนาดเล็กในกรุงเทพฯ ที่ใช้พื้นที่ส่วนล่างขายของ โดยแจ้งการขายของเป็นรายได้หลัก บริการที่พักเป็นรายได้เสริม เป็นต้น


ธุรกิจโรงแรมและพรบ.ควบคุมอาคาร และพรบ.ผังเมือง

ธุรกิจโรงแรมยังเกี่ยวข้องกับพรบ.ควบคุมอาคารและพรบ.ผังเมืองอีกด้วย โดยเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522  3 มาตรา ได้แก่

  • มาตรา 21 : ห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ
  • มาตรา 32 ห้ามมิให้บุคคลใดใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้โดยยังไม่ได้รับใบรับรองก่อสร้างอาคาร หรือใบอ.6 ซึ่งโรงแรมก็เป็นหนึ่งในอาคารประเภทควบคุมการใช้ เมื่อก่อสร้าง/ดัดแปลงเสร็จต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจรับรองการก่อสร้าง/ดัดแปลง ออกใบอ.6 ก่อนเปิดการใช้อาคาร
  • มาตรา 33  ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งไม่เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ ใช้หรือยินยอมให้บุคคลใดใช้อาคารดังกล่าวเพื่อกิจการตามมาตรา 32  (เช่นโรงแรม) เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น เรียกว่าใบอ.5 และบังคับแก่การเปลี่ยนการใช้อาคารประเภทควบคุมการใช้ด้วย

สรุปคือ

  • ถ้าสร้างอาคาร/ดัดแปลงอาคารใหม่ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อออกใบอ.6 ก่อนจะเริ่มต้นธุรกิจ - ถ้ามีอาคารเดิมอยู่แล้ว แต่ไม่เคยใช้เป็นโรงแรม ต้องแจ้งขอใบอ. 5 เพื่อเปลี่ยนการใช้งานมาประกอบธุรกิจโรงแรม
  • ใบอ.5/อ.6 นี้ เป็นหนึ่งในเอกสารสำคัญในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม
  • ถ้าฝ่าฝืนพ.ร.บ.ควบคุมอาคารทั้ง 3 มาตรานี้ ก็มีโทษอาญาปรับ/จำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ

7 ขั้นตอนสู่การได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

  1. กรรมสิทธิ์ในที่ดิน : ต้องมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใช้พื้นที่ โดยมีเอกสารเช่น โฉนดที่ดิน, หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๑), แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) และหนังสือยินยอมให้ก่อสร้าง/ใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นต้น
  2. ตรวจสอบผังเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการห้ามก่อสร้างโรงแรม ในพื้นที่ที่จะประกอบกิจการ : ขณะนี้มีคำสั่ง คสช. ที่ 6/2562 เป็นตัวช่วยสำหรับอาคารเก่าที่มีอยู่ก่อน19 สิงหาคม 2559 ไม่ถูกบังคับใช้กฎหมายผังเมืองใดๆ ซึ่งตัวช่วยนี้จะสิ้นสุด 18 สิงหาคม 2564
  3. ตรวจสอบกฎหมายสิ่งแวดล้อม ว่าเข้าข่ายต้อทำ EIA หรือ IEE ก่อนการขอนุญาตอื่น ๆ หรือไม่
  4. พิจารณาสถานที่ตั้งตาม พ.ร.บ.โรงแรม
  5. ดำเนินการติดต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นออกใบอ.1 อนุญาตให้ดัดแปลงอาคาร
  6. เจ้าพนักงานท้องถิ่นมาตรวจสอบอาคาร : ถ้าระบุในใบอ.1 ระบุว่าเป็นอาคารประเภทโรงแรม เมื่อดัดแปลงเสร็จแล้วติดต่อให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมาตรวจสอบอาคาร ออกใบอ.6 / ถ้าใบอ.1 ระบุเป็นอาคารประเภทอื่นที่ไม่ใช่โรงแรม ติดต่อพนักงานท้องถิ่น ออกใบอ.5 อนุญาตให้เปลี่ยนการใช้เป็นอาคารโรงแรม
  7. นำใบอ.5 หรือใบอ. 6 ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

สองกฎหมายตัวช่วยโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็ก

- ตั้งแต่ 12 มิถุนายน 2562 – 18 สิงหาคม 2564 อนุญาตให้นำอาคารเก่าที่มีอยู่ก่อน 19 สิงหาคม 2559 (ใช้เอกสารที่ออกโดยราชการเช่นทะเบียนบ้าน ใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ เป็นหลักฐาน) เปลี่ยนมาประกอบธุรกิจโรงแรมประเภทที่ 1 (บริการเฉพาะห้องพัก) หรือประเภทที่ 2 (บริการห้องพักและห้องอาหาร) อย่างถูกกฎหมาย สามารถใช้ละเว้นจากการบังคับของพ.ร.บ.ผังเมืองทุกฉบับ

- ผู้ประกอบการควรตรวจดูอาคารและปรับปรุงความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 57 (พ.ศ. 2540) และติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่องต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 เมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่า 2 เครื่อง และไปยื่นเอกสารให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมาตรวจสอบและออกใบเว้นโทษจนถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2564

 


Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

3 เรื่องภาษีน่ารู้สำหรับคนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

หัวข้อ : 3 เรื่องภาษีน่ารู้สำหรับคนทำธุรกิจ E-Commerce
อ่านเพิ่มเติม : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/tax-tips-e-commerce.html

ทุกวันนี้ผู้ประกอบการในหลาย ๆ ธุรกิจหันมาเปิดบริการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น สำหรับคนที่กำลังทำหรือสนใจที่จะทำธุรกิจแบบอีคอมเมิร์ซ มักจะมีข้อสงสัยในเรื่องราวเกี่ยวกับภาษีมากมาย ว่าต้องเสียแบบไหนและอย่างไรบ้าง สามารถแยกเรื่องของการเสียภาษีออกเป็นคำถาม 3 ข้อดังนี้

 

1. รายได้จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซต้องเสียภาษีหรือไม่?

คำตอบคือ ต้องเสียแน่นอน (ข้อกฎหมายเพิ่มเติม : มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฏากร)

 

2. จะต้องเสียภาษีประเภทไหนและอย่างไรบ้าง?

ประเภทของภาษีที่ต้องเสียนั้นให้ตรวจสอบจากรูปแบบของธุรกิจและรายได้ที่ได้รับ

รูปแบบธุรกิจ

หมายถึง ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเรานั้นอยู่ในรูปแบบของ บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล

บุคคลธรรมดา จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ และเงินได้พึงประเมิน ตามวิธีการดังต่อไปนี้

  1. รายได้ : ถือเป็นเงินได้จากการขายสินค้าและบริการ (เงินได้ประเภทที่ 8)
  2. ค่าใช้จ่าย : สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราเหมาและหักตามค่าใช้จ่ายจริง โดยขึ้นอยู่กับอัตราค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดของธุรกิจแต่ละประเภท
  3. ค่าลดหย่อน : สามารถใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนตามกฎหมายได้ เช่น คู่สมรส บุตร ประกันชีวิต LTF RMF ฯลฯ
  4. คำนวณภาษี : ด้วยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้า

วิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน

  • ในกรณีเราที่มีเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนจำนวนมากกว่า 60,000 บาท ให้นำยอดเงินได้คูณด้วย 0.005 และ
  • ถ้าภาษีที่คำนวณได้ตามวีธีนี้ มีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี 
  • ถ้าคำนวณได้ภาษีเกินกว่า 5,000 บาท ให้เปรียบเทียบต่อว่า ภาษีที่คำนวณได้จากทั้งสองวิธีนั้น วิธีไหนได้จำนวนภาษีสูงกว่า ให้เลือกเสียตามวิธีนั้น

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ

0 - 300,000 ร้อยละ 5*

300,001 - 500,000 ร้อยละ 10

500,001 - 750,000 ร้อยละ 15

750,001 - 1,000,000 ร้อยละ 20

1,000,001 - 2,000,000 ร้อยละ 25

2,000,000 - 5,000,000 ร้อยละ 30

เกิน 5,000,000 ร้อยละ 35

นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่จดทะเบียนในประเทศไทย) จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยคำนวณตามเกณฑ์ที่เรียกว่า “กำไรสุทธิตามกฎหมายภาษีอากร” (ข้อกฎหมาย : มาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฏากร) ซึ่งสำหรับการเลือกเสียภาษีตามรูปแบบนี้นั้น จะมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนในการคำนวณกำไรสุทธิ แนะนำให้หาผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชีเป็นผู้ดูแลจะสะดวกกว่า

อัตราภาษีกิจการ SMEs

  • พ.ร.ฎ. 530 ยกเว้นและลดอัตราภาษี
  • ม. 4 และ ม. 6 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท
  • พ.ร.ฎ. 603 การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีก าไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท ขึ้นไป จากเดิม 15% และ 20% ของกำไรสุทธิ เป็น 10% ของกำไรสุทธิ เป็นเวลา 2 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค. 2558 จนถึงรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 31 ธ.ค. 2559


 

อัตราภาษีกิจการ SMEs (จดแจ้ง พรก.)

  • พ.ร.ฎ. 595 บริษัทจัดตั้งขึ้นก่อนวันที่ 1 ม.ค. 59 ได้จดแจ้งตาม พ.ร.ก. ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่1 ม.ค. 59 แต่ไม่เกินวันที่31 ธ.ค. 59ให้ลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท ขึ้นไป เป็น 10% ของกำไรสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่ม ในหรือหลังวันที่1 ม.ค. 60 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 60

รายได้

คือ จำนวนของรายได้ เพราะมีภาษีอีกประเภทหนึ่งที่ต้องเสียนอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั่นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยเมื่อไรก็ตามที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเรามีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมชำระภาษีอีกด้วย

 

3. ไม่เสียภาษีได้ไหม

หากไม่เสียภาษี จะถือว่าธุรกิจของเราทำผิดกฎหมาย และต้องมีการรับโทษ โดยการเสียค่าปรับและดอกเบี้ย ที่เรียกว่า “เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม” ที่จะต้องเสียในอัตราแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของภาษี

 



Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

5 วิธีลดต้นทุนที่ช่วยให้ธุรกิจผ่านวิกฤต

หัวข้อ : 5 วิธีลดต้นทุนที่ช่วยให้ธุรกิจผ่านวิกฤติได้ทุกครั้ง
อ่านเพิ่มเติม : www.bangkokbanksme.com/en/how-to-reduce-costs-that-help-businesses-through-crisis

หลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ อย่างเช่น COVID-19 แม้ธุรกิจจะเริ่มฟื้นคืนกลับมา แต่การบริหารต้นทุนที่เท่าเดิมอาจไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายและความต้องการของคนไม่เท่าเดิม ผู้ประกอบการจึงควรหาวิธีลดต้นทุนการผลิต ให้เหมาะสมกับสถานการณ์แบบนี้ และนี่คือ 5 วิธีที่ช่วยให้บริหารจัดการธุรกิจดีขึ้นกว่าเดิม

 

  1. ใช้สินค้ามือสองบ้าง

การใช้สินค้ามือ 2 สำหรับธุรกิจแล้วนับเป็นการลดต้นทุนที่ดีมาก ซึ่งในบางอุตสาหกรรมหรือบางธุรกิจเราไม่จำเป็นต้องใช้สินค้ามือ 1 อย่างเดียวเสมอไป ซึ่งอาจทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่า 30-40% สุดท้ายยิ่งประหยัดต้นทุนได้มากเท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงกำไรที่เพิ่มมากขึ้น

 

  1. พยายามทำเองก่อนจ้างคนอื่น

ถึงแม้ว่ายิ่งมีคนช่วยมากยิ่งแบ่งเบาภาระคุณได้ก็จริง แต่หากอยากลดต้นทุนต้องลงมือทำด้วยตัวเองให้มากที่สุดก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังช่วยเพิ่มทักษะของเราได้อีกด้วย เช่น เรื่องของการตลาดออนไลน์ คุณสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องจ้างคนอื่น

 

  1. เปลี่ยนสถานที่ทำงานถ้าจำเป็นจริง ๆ

หากออฟฟิศของคุณมีค่าเช่าที่แพง การย้ายออฟฟิศเป็นการลดต้นทุนต่อเดือนได้หลายพันบาท แม้จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่หากทำเลของคุณมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ คุณอาจคุยกับทีมให้ดี เพื่อหาสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์กลาง หรือสะดวกกับทุกฝ่าย มันจะช่วยประหยัดได้มากกว่าเดิมแน่นอน

 

  1. ลงทุนกับเทคโนโลยีดีที่สุด

หลายคนจะไม่กล้าที่จะซื้อเทคโนโลยีมาใช้งาน เพราะรู้สึกว่าราคาสูง แต่หากเทคโนโลยีนั้นสามารถตอบสนองแทนคนได้เป็นอย่างดี ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับทีมหรือคุณได้ ก็ควรค่าแก่การลงทุน เทคโนโลยีสมัยนี้มีให้เลือกใช้งานได้ในราคาถูกมากกว่าที่คุณคิด

 

  1. อย่าให้พนักงานลาออกบ่อย ๆ

หลายคนอาจมองว่าการลาออกเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ แต่นั่นหมายถึงต้นทุนของคุณจะเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เช่น

  • ต้องมองหาคนใหม่และต้องใช้เวลาในการสอนงาน 
  • อาจมีต้นทุนจากการทำงานพลาด
  • ถ้าบริษัทมียูนิฟอร์มก็อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนั้นด้วย 
  • มีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่พนักงานคนอื่นจะทำงานตัวเอง แต่ต้องสละเวลามาสอนพนักงานใหม่

 

 

Published on 21 August 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ