เมื่อเฟซบุ๊กเปลี่ยน นักขายออนไลน์ต้องปรับ

หัวข้อ : เมื่อเฟซบุ๊กเปลี่ยน นักขายออนไลน์ก็ต้องปรับ
อ่านเพิ่มเติม :https://www.bangkokbanksme.com/en/facebook-change-marketing

 

 

ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการโพสต์ขายสินค้าในเฟซบุ๊ก ซึ่งข้อดีของการโพสต์ขายสินค้าบนเฟซบุ๊กคือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั้งแบบออร์แกนิคโพสต์ และการซื้อโฆษณาส่งเสริมการขาย เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น แต่หลังจากนี้การขายสินค้าในเฟซบุ๊กอาจเป็นสิ่งที่นักขายออนไลน์ต้องปรับตัวกันอีกครั้ง เมื่อเฟซบุ๊กมีการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับ "การโพสต์ขาย" โดยมีสาระที่น่าสนใจดังนี้

  1. การปิดกั้นการมองเห็น เมื่อพิมพ์แบบมีแนวโน้มว่าเรากำลัง "ขาย" พรีเซนต์ สินค้า หรือแม้กระทั่งรีวิว ระบบอัลกอลิทึ่มของเฟซบุ๊กจะจับว่าเป็นการขายโดน "ลดการมองเห็น" แม้แต่การพิมพ์ว่า "vาย แทนคำว่า ขาย" อาจจะใช้ได้ไม่นานเพราะในแฟนเพจเองการพิมพ์ผิดไวยากรณ์นั่นเป็นเรื่องต้องห้ามอยู่แล้ว
  2. มีการใช้ "กฎของแฟนเพจหรือบัญชีโฆษณา" นำมาปรับใช้กับ "เฟซบุ๊กส่วนตัวมากขึ้น" การโพสต์ในแบบที่ผิดกฎอย่างเช่น ก่อนและหลัง (Before - After) หรือหน้าแชทของแมสเซ็นเจอร์ (Messenger) อาจจะโดนอุ้มได้หรือโพสต์แล้วไม่ติดหายไปดื้อ ๆ ทำให้คุณรำคาญได้
  3. คนส่วนหนึ่งใช้เวลาไปกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ถ้าใครติดคือไปแล้วไปเลยนาน ๆ ที จะแวะกลับเข้ามาที่เฟซบุ๊ก
  4. มีการดันการมองเห็นในกรุ๊ป (group) มากขึ้น พยายามให้เราร่วมกลุ่มใหม่ ๆ นั่นหมายความว่าหน้าฟีดบางส่วนจะถูกตัดออกไปนั่นเอง โดยเฟซบุ๊กมีการปรับการมองเห็นของแต่ละส่วนตลอดเวลา
  5. ลองเทียบการมีส่วนร่วม (engagement) ในเฟซบุ๊กกับอินสตาแกรม ถ้าเป็นคนธรรมดาไม่ได้ทำเพจ หรือเป็นคนดังระดับดารา การที่ใครจะได้ยอดไลก์หลัก 5,000-10,000 ในอินสตาแกรม เป็นเรื่องง่ายกว่ามาก ถ้ามาดูระบบหลังบ้าน เราจะรู้เลยว่า 50,000 เพจไลก์ในเฟซบุ๊ก กับ 50,000 ฟอลโลเวอร์ในอินสตาแกรมนั้นการมีส่วนร่วมต่างกันเยอะมาก ดังนั้นการเพิ่มช่องทางการขายในอินสตาแกรมอาจช่วยได้เยอะขึ้น
  6. การไลฟ์สดยอดคนดูหาย จากแต่ก่อนจะมีคนดูไลฟ์ได้วันละหลักหมื่น ตอนนี้เหลือหลักพันก็ดีมากแล้ว โดยเฉลี่ยการมองเห็นของไลฟ์สดขายสินค้าตกเยอะมากกว่าแต่ก่อน เนื่องจาก "เฟซบุ๊กเลิกดันไลฟ์" (ตอนนี้ไปดันกรุ๊ปแทน)

อาจถึงคราวที่นักขายออนไลน์จะต้องปรับตัวกันให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเฟซบุ๊กอีกครั้ง ที่สำคัญ ระยะหลังเฟซบุ๊กเปลี่ยนเร็วมาก นักขายออนไลน์จึงไม่เพียงต้องศึกษาความเปลี่ยนแปลง แต่ยังต้องศึกษาพฤติกรรมการใช้งานแพลตฟอร์มของผู้บริโภค เพื่อวางแผนการขายออนไลน์ที่รัดกุมยิ่งขึ้น

 

 

Published on 3 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

พิชิตใจลูกค้าด้วย LINE OFFICIAL ACCOUNT

หัวข้อ : พิชิตใจลูกค้าด้วย LINE@ , LINE OFFICIAL ACCOUNT คืออะไร
อ่านเพิ่มเติม :https://scbsme.scb.co.th/sme-inspiration-detail/line 
https://lineforbusiness.com/th/service/line-oa-features

 

ปัจจุบัน เรามีช่องทางสื่อสารการตลาดมากมาย แต่ช่องทางสื่อสารการตลาดอีกช่องทางหนึ่งที่ กำลังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั่นก็คือไลน์แอด (LINE@) หรือไลน์ธุรกิจ (LINE OFFICIAL ACCOUNT)

 

ทำไมเอสเอ็มอีควรใช้ไลน์ธุรกิจ 

  • ช่วยป้องกันออเดอร์จากลูกค้าตกหล่น เพราะสามารถเพิ่มทีมงานเข้าไปช่วยติดตามลูกค้าได้หลายคน 
  • สามารถบรอดแคสต์ (Broadcast) เพื่อส่งข้อมูลให้ลูกค้าพร้อมกันในทีเดียว
  • เป็นช่องทางที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจของเอสเอ็มอี และที่สำคัญคือทุกคนสามารถใช้งานได้ฟรี

 

สิ่งแรกที่ต้องรับรู้คือการลงทะเบียนจะผูกกับบัญชีไลน์ส่วนตัว จึงสามารถกดเลือกลงทะเบียนผ่านไลน์ส่วนตัวได้เลยเมื่อเข้าใช้งาน หรือถ้าลืมรหัสก็สามารถกดขอรับรหัสใหม่ได้เลย รูปแบบบัญชีของไลน์แอด (LINE@) หรือ LINE OFFICIAL ACCOUNT นั้นมีหลายประเภท ทั้งแบบธรรมดาที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีรายละเอียดรายละเอียดแพ็กเกจรายเดือน ดังนี้



บัญชีไลน์เพื่อธุรกิจมีทั้งหมด 3 แบบ โดยสามารถดูได้จากสีที่แตกต่างของสีโล่

บัญชีพรีเมี่ยม โล่สีเขียว - หลังจากตรวจสอบโดย LINE จะได้รับโล่สีเขียว โดยแอคเคาท์พรีเมี่ยม จะสามารถหาเจอได้บนแอพฯ LINE ทั้งยังได้รับฟีเจอร์พิเศษอื่น ๆ มากกว่าด้วย

บัญชีรับรอง โล่น้ำเงิน - หลังจากตรวจสอบโดย LINE จะได้รับโล่สีน้ำเงิน แอคเคาท์รับรองจะสามารถหาเจอได้บนแอพฯ LINE ทั้งยังได้รับฟีเจอร์พิเศษอื่น ๆ มากกว่าด้วย

บัญชีทั่วไป โล่สีเทา - เป็นแอคเคาท์ทั้งสำหรับร้านค้าและบุคคล ซึ่งสามารถใช้ฟีเจอร์พื้นฐานได้เหมือนแอคเคาท์พรีเมี่ยมและแอคเคาท์รับรอง และสามารถซื้อชื่อ Premium ID หรือซื้อแพ็กเกจเพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน

 

การดูแลบัญชีไลน์เพื่อธุรกิจ (LINE OFFICIAL ACCOUNT) 

  • ไลน์เพื่อธุรกิจสามารถมีแอดมินได้สูงสุดบัญชีละ 100 คน (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ) 
  • คนที่เป็นแอดมินต้องดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน LINE OFFICIAL ACCOUNT หากต้องการใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ
  • การใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ สามารถใช้ได้ผ่านทางบราวเซอร์ (Browser) และมีฟีเจอร์ให้ใช้ได้มากกว่าในแอบพลิเคชัน เช่น คูปอง เพื่อเล่นเกมส์กับลูกค้า สร้างความตื่นเต้นและความประทับใจให้กับลูกค้า โดยสามารถตั้งค่าได้ว่าจะให้กี่รางวัล ได้ความถี่ขนาดไหน และใช้งานคูปองได้ถึงเมื่อไร
  • เมื่อมีลูกค้าสอบถาม แอดมินสามารถตอบได้ 3 แบบ
  1. ตอบแบบ 1:1 หรือคุยด้วยตัวเอง 
  2. โหมด Auto Reply โดยจะตอบกลับทุก ๆ ข้อความที่ลูกค้าส่งมาด้วยข้อความเดียวเท่านั้น 
  3. การตอบกลับแบบดักคีย์เวิด (Keyword) โดยจะตั้งคีย์เวิดเป็นคำต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการ หรือคำถามที่ลูกค้ามักถาม และตั้งข้อความตอบกลับคีย์เวิดดังกล่าว เมื่อลูกค้าพิมพ์คีย์เวิดเข้ามา ระบบจะส่งข้อความดังกล่าวตอบกลับลูกค้าโดยทันที

 

สำหรับริชคอนเทนต์ (Rich Content) เป็นฟีเจอร์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้เพิ่มลูกเล่นในการส่งข้อมูลให้ลูกค้าได้น่าสนใจมากขึ้น  และสามารถเลือกกลุ่มคนเฉพาะที่จะได้รับข้อมูลได้ก็จะตรงกลุ่มเป้าหมาย และประหยัดการใช้งานสำหรับการยิงจํานวนข้อความของแพ็กเกจไปด้วยในทีเดียวกัน

 

เทคนิคในการใช้ฟีเจอร์ริชคอนเทนต์ (Rich Content)

  1. ถ้าเราเขียนคอนเทนต์โปรโมทดี ๆ เราจะสามารถปิดการขายได้ตั้งแต่ลูกค้าเริ่มแอดบัญชีไลน์เพื่อธุรกิจ
  2. สามารถยิงข้อความพิเศษด้วยการใช้ริชแมสเสจ (Rich Message) ซึ่งมีให้เลือกถึง 8 รูปแบบ
  3. เราสามารถใช้คูปองเพื่อกระตุ้นยอดขายให้ลูกค้าใช้ส่วนลด เพื่อนำมาซื้อสินค้าหรืองานบริการจากร้านค้าของคุณ
  4. เชื่อมโยงไลน์เพื่อธุรกิจกับเว็บไซต์ ช่องทางติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ของร้านค้า โปรโมชั่นหรือสินค้าพิเศษ โดยไม่ต้องเสียจำนวนครั้งในการยิงข้อความ ด้วยการปรับเปลี่ยนการตั้งค่าที่ริชเมนู (Rich Menu) ซึ่งมีให้เลือกถึง 12 รูปแบบ
  5. หากคุณต้องการสื่อสารให้ลูกค้าได้รับทราบโปรโมชั่นที่ทางร้านค้าของคุณกำลังจะมีขึ้น ไม่ว่าจะแสดงด้วยรูปภาพ วีดิโอ หรือปุ่มที่เชื่อมไปยังเว็บไซต์หรือหมายเลขโทรศัพท์ คุณสามารถออกแบบให้สวยงามและมีความน่าสนใจเพื่อกระตุ้นยอดขายให้มากยิ่งขึ้น
  6. บัตรสะสมแต้ม เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีความน่าสนใจ ทำให้ลูกค้าสะสมแต้มได้ง่ายขึ้น ข้อดีของฟีเจอร์นี้คือบัตรสะสมแต้มจะไม่หายสาบสูญไปจากกระเป๋าสตางค์ของเราเหมือนกับบัตรสะสมแต้มแบบทั่ว ๆ ไป เพราะจะอยู่ในมือถือของลูกค้า ซึ่งลูกค้าสามารถตรวจสอบแต้มได้เอง นอกจากนี้ก่อนที่แต้มจะหมดอายุสองสัปดาห์ ฟีเจอร์นี้ก็จะช่วยแจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบ เพื่อให้ลูกค้ารีบใช้แต้มก่อนหมดอายุอีกด้วย

 

Published on 3 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

4 ข้อควรรู้ จัดส่งสินค้าแบบมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัด

หัวข้อ : Logistic เรื่อง ส่งๆ ที่ห้ามทำแบบ “ส่งๆ”
อ่านเพิ่มเติม : https://scbsme.scb.co.th/sme-inspiration-detail/Content_Logistic

 

เมื่อธุรกิจต้องการขยายเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ เรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามนั่นคือ การจัดส่งสินค้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าแล้ว จะจัดส่งสินค้าอย่างไร ให้ “ถึงมือและถึงใจ” ลูกค้า แม้การขนส่งจะเป็นเพียงขั้นตอนสั้น ๆ แต่จะทำแบบส่ง ๆ  ไม่ได้เด็ดขาด เราจึงขอแนะนำ 4 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าที่จะช่วยมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัด

 

1. ส่งเร็ว: สั่งของปุ๊บ ได้ของปั๊บ

จุดอ่อนของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์คือ ลูกค้าไม่ได้รับสินค้าทันที ต่างจากการซื้อหน้าร้าน ฉะนั้นถ้าอยากกำจัดจุดอ่อนในข้อนี้ ต้องจัดส่งสินค้าให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

  • ถ้ามียอดการสั่งซื้อมาก อาจจะต้องจัดส่งสินค้าทุกวัน
  • หากยอดสั่งซื้อยังไม่สูงนัก ควรจัดส่งอย่างน้อย 3 วัน/ครั้ง เพื่อให้สินค้าส่งถึงมือลูกค้าเร็วที่สุด
  • อาจเพิ่มตัวเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการสินค้าเร่งด่วนภายใน 1 วัน (โดยชำระเงินเพิ่ม)

 

2. ส่งเป๊ะ: แกะกล่องมา คุณภาพปัง

“สินค้าเสียหาย ส่งของผิด ส่งไม่ครบตามจำนวน สินค้าจริงไม่เหมือนบนหน้าเว็บไซต์” กรณีเหล่านี้ถือว่าเกิดขึ้นบ่อยมาก ๆ และเป็นเรื่องที่ทำให้ลูกค้าไม่พึงพอใจมากที่สุด ถ้าอยากเอาชนะใจลูกค้า ต้องใส่ใจเรื่องนี้ให้มาก โดยสิ่งหลัก ๆ ที่ควรตรวจสอบมีดังนี้

  • บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ต้องมั่นใจว่าแข็งแรง ทนทานต่อการเคลื่อนย้าย
  • ตรวจสอบรายการสั่งซื้อให้ละเอียด อย่าให้ตกหล่นหรือผิดพลาด
  • ก่อนนำสินค้าลงกล่อง ต้องตรวจเช็คคุณภาพและจำนวนให้ถูกต้อง

 

3. ส่งถูก: ค่าส่งอย่าแพงกว่าค่าสินค้า

เมื่อมีบริการจัดส่งสินค้า ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกดึงดูดใจลูกค้าด้วยการประกาศว่า “จัดส่งฟรี” แต่ปัญหาที่ตามมาคือ คุณจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นแน่นอน ถ้าจะเลือกทางนี้คุณต้องมั่นใจว่ายังมีกำไรเหลืออยู่ ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมทำกันมากคือการคิดค่าจัดส่งกับลูกค้า ซึ่งแบ่งได้ 2 กรณีคือ 

  • แบบอัตราคงที่ หมายถึง จ่ายราคาเท่าเดิมทุกพื้นที่ส่ง ข้อดีของทางเลือกนี้คือ ลูกค้าจะรู้ทันทีว่าต้องเสียค่าจัดส่งเท่าไร ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า แต่ข้อเสียคือ ถ้าต้องจัดส่งในระยะทางไกล คุณจะต้องแบกรับต้นทุนส่วนต่าง
  • แบบคิดค่าส่งตามระยะทาง ข้อดีคือคุณไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าจัดส่งส่วนต่าง แต่ก็อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อยากขึ้น เพราะไม่รู้อัตราค่าส่งที่แน่ชัด

 

4. ส่งแม่นยำ: ส่งถูกที่และส่งทุกที่

ความแม่นยำเรื่องเส้นทางในการจัดส่งเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าส่งสินค้าทีไรก็ไปผิดที่ นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการบริหารจัดการของเราไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย ธุรกิจควรมีบริการจัดส่งสินค้าทุกที่ทั่วประเทศ เพราะลูกค้าที่อยู่ในจังหวัดอื่น ๆ อาจอยากซื้อสินค้าของเรา หากไม่มีบริการจัดส่งไปยังพื้นที่เหล่านั้น ก็ทำให้สูญเสียโอกาสในการขายไป



Published on 3 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

Youtuber เทรนด์ธุรกิจออนไลน์ สร้างรายได้

หัวข้อ : Youtuber เทรนด์ใหม่สร้างรายได้ วารสาร กรมสรรพากร ปีที่ 8 ฉบับที่ 94
อ่านเพิ่มเติม :
 http://download.rd.go.th/fileadmin/eMagazines/rd_july_2020/#p=25

 

ยูทูบเบอร์ เรียกได้วาเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ธุรกิจออนไลน์ ที่คนรุ่นใหม่สนใจกันเป็นอย่างมาก เป็นอาชีพของกลุ่มคนที่ผลิตเนื้อหาประเภทวิดีโอเพื่อหารายได้จากแพลตฟอร์มชื่อดังอย่างยูทูบ บางคนอาจเริ่มต้นด้วยการทำเป็นอาชีพเสริม แต่หากไปได้ดีก็จะกลายเป็นธุรกิจออนไลน์ที่สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลได้เช่นกัน

 

ยูทูบเบอร์มีรายได้จากอะไรบ้าง

  1. รายได้จากโฆษณากูเกิล

คือโฆษณาแทรกตามคลิปยูทูบที่ผู้ชมหลายคนกดข้ามเสมอ เจ้าของคลิปจะได้รับส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากยูทูบโดยตรง ซึ่งอัตราจะขึ้นอยู่กับยอดการชมและจำนวนยอดผู้ติดตาม (Subscribe)

  1. สปอนเซอร์

รายได้อีกทางหนึ่งมาจากสปอนเซอร์ที่เป็นเจ้าของสินค้าจะติดต่อให้ยูทูบเบอร์ช่วยโปรโมทสินค้า อาจแทรกเข้าไปในเนื้อหาของคลิปหรือทำเนื้อหาโปรโมทสินค้าโดยตรง ราคาจะขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างเจ้าของสินค้ากับยูทูบเบอร์

  1. รับเงินจากคนดูโดยตรง

อาจเป็นการสนับสนุนรายเดือนหรือรายคลิป และผู้สนับสนุนอาจได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ได้ดูคลิปก่อนเผยแพร่สาธารณะ แต่รายรับช่องทางนี้ไม่เป็นที่นิยมในไทย

 

วิธีสร้างสรรค์เนื้อหาให้ได้ยอดวิวเยอะ

  1. ผลิตเนื้อหาให้น่าสนใจ
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โดยศึกษาว่าเขาอยากดูเนื้อหาแบบไหน
  • กำหนดจุดประสงค์ในการทำวิดีโอแต่ละคลิปว่าต้องการสื่ออะไร
  • ผลิตเนื้อหา เล่าเรื่อง ตัดต่อภาพ รวมถึงใช้ภาษาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • ควรอัพเดทเทรนด์โซเชียลอยู่เสมอให้เข้ากับประเด็นร้อนในช่วงนั้น เช่น การใช้คำ วลี ที่กำลังฮิตอยู่ เพื่อเพิ่มความสนใจ
  • ต้องมีจรรยาบรรณและจริงใจต่อเนื้อหา ไม่นำเสนอเนื้อหาที่สร้างความแตกแยก ดูหมิ่นหรือโฆษณาเกินจริง
  1. สร้างจุดขายให้น่าจดจำ

ค้นหาเอกลักษณ์ของตัวเอง หาจุดแข็งที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ แสดงออกในสไตล์ตัวเอง ไม่ว่าจะท่าทาง การพูด การแต่งตัว

  1. การตุ้นยอดวิวด้วยการทำ SEO
  • การทำ SEO คือการทำให้อันดับของเว็บไซต์เพื่อให้ไปแสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาบนกูเกิล จะช่วยดึงดูดผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ จากการค้นหาด้วยคีย์เวิด การตั้งชื่อวิดีโอต้องให้ตรงกับคีย์เวิดที่ถูกค้นหามากที่สุด ควรเป็นคำที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และคำอธิบายวิดีโอก็ควรแทรก SEO เข้าไปด้วย
  • การใส่ภาพตัวอย่างหรือภาพหน้าปกของคลิป เพื่อให้สะดวกในการเลือกชม ต้องให้ความสำคัญในส่วนนี้ด้วย อาจใส่ชื่อเรื่องหรือคำพูดในคลิปไว้ที่รูปภาพเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้อยากคลิก
  1. รับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น

นำคำติชมมาปรับใช้ คอยตอบคอมเมนต์และทำคลิปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษายอดจำนวนผู้ติดตามเอาไว้

  1. การแชร์คลิปไปยังโซเชียลมีเดียอื่น ๆ

เช่น เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ หรือแจกของรางวัลเพื่อสร้างความสัมพันธ์และทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วม

 

 

Published on 3 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

เจ๊เตียงข้าวเหนียวมะม่วง ต่อยอดกิจการครอบครัวอย่างไรให้กลายเป็นจุดเปลี่ยน

ต่อยอดกิจการครอบครัวอย่างไรให้กลายเป็นจุดเปลี่ยน

เคยสังเกตไหมว่ากิจการครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่เราเห็นๆ กัน เปิดมา 50-60 ปี เปลี่ยนถ่ายจากรุ่นสู่รุ่นแล้วก็ยังดำเนินธุรกิจกันแบบเดิมๆ ด้วยความเคยชิน แล้วก็อยู่กันแบบนั้น ยิ่งนานวันยิ่งเหมือนต้นไม้ที่แคระแกรน รอวันร่วงโรยไปตามกาลเวลา

ในทางกลับกัน เราจะเห็นว่ากิจการครอบครัวที่เติบโตงอกเงยแผ่กิ่งก้านสาขาจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ปัจจัยสำคัญมาจากการสร้างจุดเปลี่ยนให้กับธุรกิจ โดยอาศัยความได้เปรียบจากการวางฐานธุรกิจจากรุ่นพ่อ เสมือนระบบรากใต้ดินที่แข็งแรง มาต่อยอดในช่วงเปลี่ยนผ่านของรุ่นลูก โดยนำเอาโนว์ฮาวความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  

เหมือนอย่าง คุณสุภลัคน์ พูลเสถียร หรือนุ่น ทายาทรุ่นที่ 3 ของ “ข้าวเหนียวมะม่วงเจ๊เตียง” ที่ทำให้ข้าวเหนียวมะม่วงที่บุกเบิกมาจากรุ่นปู่ในจังหวัดชุมพรเมื่อ 40 ปีก่อน มาไกลกว่าเดิมในฐานะข้าวเหนียวมะม่วงที่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ 

จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มาจาก “ความตั้งใจ” ที่อยากจะยกระดับให้ข้าวเหนียวมะม่วงเจ๊เตียงในรุ่นพ่อที่ขายตามตลาดนัด ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการเข้าสู่แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีตั้งแต่ปี 2558 โดยในตอนแรกนั้นยังไม่มีสาขาหน้าร้าน 

คุณนุ่นรู้ดีว่า การเป็นข้าวเหนียวมะม่วงเจ้าแรกๆ ที่บุกเบิกขายในช่องทางดังกล่าว จำเป็นต้องหารูปแบบการขายที่เหมาะกับการสั่ง และการจัดส่ง ซึ่งประสบการณ์การตระเวนขายข้าวเหนียวมูล และปอกมะม่วงขายด้วยตัวเองตามตลาดนัดออฟฟิศทั่วกรุงเทพฯ ทำให้คุณนุ่น มองเห็นพฤติกรรมลูกค้าที่อาศัยอยู่ในเมืองว่าชอบหรือไม่ชอบมีอะไร นิยมปริมาณการกินแบบไหน นั่นจึงเป็นที่มาของการออกแบบเซ็ตของข้าวเหนียวมะม่วงออกเป็นไซส์ เป็นเจ้าแรกของตลาด โดยแบ่งออกเป็น 3 ไซส์ S M L ตามประเภทของลูกค้า

S ข้าวเหนียว 1 ขีด มะม่วงครึ่งลูก ราคา 50 บาท จับกลุ่มผู้หญิงที่อยู่บ้านคนเดียว หรืออยู่ในออฟฟิศต้องการกินมะม่วง แต่กลัวอ้วน   

M ข้าวเหนียว 2 ขีด มะม่วง 1 ลูก ราคา  80 บาท จับกลุ่มลูกค้าทั่วไปจำนวน 1-2 คน

L ข้าวเหนียว 4 ขีด มะม่วง 2 ลูก ราคา 150 บาท จับกลุ่มครอบครัว

ในเวลาเดียวกัน ก็ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้า พร้อมสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ โดยในช่วงแรกจะแนะนำว่าแต่ละไซส์เหมาะกับการกินแบบไหน หรือเหมาะกับใคร เรียกได้ว่าเป็นการ Educate ตลาดเพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อได้อย่างเหมาะสม และชี้ให้เห็นถึงความสะดวกสบาย สั่งซื้อได้จากบ้านหรือออฟฟิศได้เลย 

ปรากฏว่าไซส์ S เป็นไซส์ที่ขายดีที่สุด เพราะนอกจากจะรองรับกลุ่มลูกค้าคนเดียวแล้ว ยังเป็นที่นิยมสำหรับคนที่นำไปจัดอาหารว่างในงานประชุมสัมมนา งานเลี้ยง หรือถวายพระ

ไม่เพียงเท่านั้น คุณนุ่นยังมองหา “ความแตกต่าง” ให้กับธุรกิจของเธอต่อไป ด้วยการใช้แพ็กเกจจิ้งกระดาษ เจาะกลุ่มตลาดที่ให้ความสำคัญกับโลกร้อน หากลูกค้าสั่งในปริมาณมากก็ยิ่งมีส่วนช่วยลดการใช้พลาสติก

แต่ลำพังแค่ข้าวเหนียวมะม่วงเป็นเซ็ต S M L และกล่องรักษ์โลกคงไม่สามารถเรียกความสนใจจากลูกค้าได้มากพอ ต่อมาไม่นาน จุดเปลี่ยนของกิจการครอบครัวก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเธอใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากสายท่องเที่ยวและโรงแรม นำมาต่อยอดจนสร้างความแตกต่างให้กับข้าวเหนียวมะม่วงทั่วไป ด้วยการการแกะสลักมะม่วงให้กลายเป็นโปรดักท์ใหม่ “เค้กข้าวเหนียวมะม่วง” เป็นเจ้าแรกของตลาด และกลายเป็นแบรนด์ที่โด่งดังมากในโลกโซเชียล 

เพราะเค้กข้าวเหนียวมะม่วงเป็นการขยายตลาดไปสู่ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ซื้อไปจัดงานเลี้ยง และด้วยรูปลักษณ์ของสินค้าที่ใช้ข้าวเหนียวมูลรองเป็นฐานเหมือนเค้กก้อนกลมๆ และมีมะม่วงรูปดอกกุหลาบอยู่ข้างบน ความแปลกใหม่ดังกล่าวทำให้ลูกค้านำไปโพสต์ลงโซเชียล และส่งผลให้แบรนด์ข้าวเหนียวมะม่วงเจ๊เตียงกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิม

และปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เค้กมะม่วงของข้าวเหนียวเจ๊เตียงแจ้งเกิดตลาดได้อย่างรวดเร็ว มาจากการตั้งราคาที่ไม่แตกต่างจากเค้กขนมปังทั่วไป นั่นคือ 1 ปอนด์ 350 บาท 2 ปอนด์ 450 บาท และ 3 ปอนด์ 580 บาท

เสียงตอบรับที่ดีจากตลาด ทำให้คุณนุ่นตัดสินใจเปิดร้านข้าวเหนียวมะม่วงเจ๊เตียงในย่านสุทธิสาร ต่อมาได้ขยายสาขาเพิ่มเติมในย่านรังสิต และในปี 2564 คุณนุ่น มีแผนที่จะขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ โดยในปัจจุบันอยู่ในระหว่างการเซ็ตระบบเพื่อรักษามาตรฐานข้าวเหนียวเจ๊เตียงให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกับสาขาใหญ่


มาถึงอีกตัวอย่างหนึ่ง “ร้านแม่นงนุช” ซึ่งเป็นร้านข้าวเหนียวมะม่วงเหมือนกัน และสามารถต่อยอดกิจการครอบครัวให้เติบโตขึ้นได้เช่นเดียวกัน
โดยชูจุดขายความเป็นสินค้าโฮมเมดจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายมาเป็นร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดังของหัวหิน ที่ใครมาเยือนต้องแวะเช็คอินทุกครั้ง โดยมีคุณอัจนิริยา ศิลปะสุนทร์ ซึ่งผันตัวเองจากงานพีอาร์ ออแกไนซ์มาสานต่อกิจการของคุณย่าเป็นเจ้าของกิจการร้านแม่นงนุชในรุ่นที่ 3

คุณอัจนิริยา กล่าวว่าวิธีที่จะต่อยอดกิจการครอบครัวให้เติบโตมากกว่าเดิมได้นั้น เธอเริ่มต้นจากการรักษาคุณภาพความอร่อยให้ได้ก่อน เพื่อให้ลูกค้ายอมรับว่าแม้จะเปลี่ยนมือมาสู่ทายาทรุ่นใหม่แล้ว แต่รสชาติไม่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นบุกเบิก ถือเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีกับแบรนด์ เป็นจุดตั้งต้นให้ธุรกิจต่อยอดไปทำอะไรอื่นได้อีกมากมายในอนาคต โดยต่อมาได้ขยายโปรดักท์ขนมหวานอื่นๆ และอาหารคาว อาทิ น้ำพริกมะยม น้ำพริกมะขามสด ม้าฮ่อ และข้าวตัง เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้ร้านแม่นงนุชสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่า และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่องนั้น การทำตลาดก็เป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จ โดยในระยะแรกคุณอัจนิริยา นำประสบการณ์ด้านการทำพีอาร์มาสร้างแบรนด์ร้านแม่นงนุช ด้วยการเปลี่ยนถุง จากเดิมเป็นถุงกระดาษสีชมพูที่ใช้ใส่ขนมหม้อแกง มาเป็นถุงสีน้ำตาล พร้อมเปลี่ยนโลโก้ตัวอักษรแม่นงนุชให้เป็นฟ้อนท์ลายมือเพื่อสะท้อนความเป็นสินค้าโฮมเมด ต่อมาได้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับลูกค้า นอกจากแนะนำเมนูต่างๆ แล้วยังสร้างคอนเทนต์ที่บ่งบอกถึงสตอรีของร้านแม่นงนุชว่าเป็นร้านข้าวเหนียวมะม่วง 80 ปีในตำนานคู่เมืองหัวหิน

การรักษามาตรฐานด้านรสชาติและความอร่อยจนกลายเป็นร้านขนมในตำนานของหัวหินนี่เอง ทำให้ในระยะหลังมานี้มีพันธมิตรหลายรายอย่างดีแทค และแสนสิริ เข้ามาร่วมทำกิจกรรมการตลาดกับร้านแม่นงนุช เท่ากับเป็นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างออกไปจากเดิม

แต่จำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นนั้น คุณอัจนิริยา กล่าวว่ายังไม่มีแผนเพิ่มสาขา เพราะต้องการให้ร้านแม่นงนุชแห่งนี้ยังคงเป็นร้านโฮมเมดต่อไป 

อย่างไรก็ดี ในฐานะทายาทรุ่น 3 ของร้านแม่นงนุช ทิ้งท้ายว่าการสานต่อกิจการครอบครัวนั้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่รุ่นก็สามารถสร้างจุดเปลี่ยนให้เติบโตได้ หากทายาทรุ่นปัจจุบันหาจุดแข็งของคนรุ่นก่อนให้เจอแล้วนำมารักษาให้ได้ตามมาตรฐานเดิม จากนั้นพยายามหาอะไรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปในธุรกิจ อย่าหยุดพัฒนาสิ่งที่ดีให้ดีขึ้นไป ก็จะทำให้กิจการขยายตัวต่อไปได้ไม่ยาก 

 

 

Published on 3 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ