SOS Multi-Brand Store แจ้งเกิดร้านแฟชั่นแบบ O2O

SOS เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นรูปแบบ Multi-Brand Store ที่เกิดจากผู้ก่อตั้ง 4 คน คือ วิภาดา วงศ์สุรไกร, ทรัพย์สิทธิ์ ดำรงรัตน์, ณัชชารีย์ กิจวิริยะธนโชติ และยุกต์ ส่งไพศาล ที่มองเห็นช่องว่างทางการตลาดของร้านขายเสื้อผ้าขนาดเล็กที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงได้รวบรวมเงินทุนและเปิดร้าน SOS ขึ้นมาเป็นครั้งแรกที่สยามสแควร์ ซอย 1 ในปี พ.ศ. 2558

SOS ย่อมาจากคำว่า Sense of Style ถือเป็นร้านค้าสินค้าแฟชั่นรูปแบบใหม่ที่มีจุดขาย คือการรวบรวมแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังบนโลก Online มาไว้ในร้าน Offline แบบที่วงการค้าปลีกเรียกว่า O2O หรือ Omni Chanel 

ในวันที่ทั้ง 4 คนตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจ พบว่ามีแบรนด์ร้านค้าออนไลน์ตัดสินใจเข้าร่วมเพียง 30 แบรนด์ จากการติดต่อไปไม่น้อยกว่า 60 แบรนด์ 

ณัชชารีย์ กิจวิริยะธนโชติ หรือคุณบุ๊ค หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกของการเดินสายอธิบายแนวคิดของร้านค้ากับผู้ประกอบการที่ขายเสื้อผ้าออนไลน์ให้มาจำหน่ายในร้านเป็นเรื่องที่ยากลำบากแต่เพราะความเชื่อมั่นในสิ่งที่คิดในวันนั้น SOS ในวันนี้จึงมีสาขามากถึง 10 สาขา มีแบรนด์สินค้าที่วางจำหน่ายในร้านมากถึง 500 แบรนด์ในระยะเวลาเพียง 5 ปี

 

ไปที่ จุดเริ่มต้น แนวคิด และไอเดียของธุรกิจ

ไปที่ ปัญหาที่เจอ หรืออุปสรรค ที่พบระหว่างทางของการทำธุรกิจ

ไปที่ Key Success ของธุรกิจ

ไปที่ คำแนะนำที่มีต่อ SME หรือผู้ประกอบการที่สนใจอยากทำธุรกิจด้านนี้

 

 

 

จุดเริ่มต้น แนวคิด และไอเดียของธุรกิจ

SME ONE : จุดเริ่มต้นของร้าน SOS มาจากอะไร

คุณณัชชารีย์ : SOS เริ่มมาประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจขายสินค้าแฟชั่นออนไลน์เริ่มได้รับความนิยม มีคนเข้ามาซื้อแบรนด์ออนไลน์มากขึ้น มีนักเรียนจบใหม่เริ่มทำแบรนด์ออนไลน์ เรียกว่ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้ว่าจำนวนแบรนด์ออนไลน์จะยังไม่มากเท่าตอนนี้ แต่ก็อยู่ในช่วงขาขึ้น แล้วเหมือนตัวบุ๊คเองและหุ้นส่วนก็เป็นคนชอบซื้อสินค้าออนไลน์ด้วย 

ตอนนั้นเราเห็นปัญหาว่าการซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ไม่สามารถทดลองไซส์ได้ พอไม่ได้ลองไซส์ ก็ไม่มั่นใจว่าขนาดที่ซื้อจะตรงกับที่เราต้องการหรือเปล่า หรือถ่ายรูปโพสต์ขายแล้วของจริงมันตรงกันไหม สีจะเหมือนจริงหรือเปล่า ตัดเย็บถูกรึเปล่า หลายครั้งก็เกิดปัญหาว่าลูกค้าซื้อไปแล้วใส่ไม่ได้ ต้องส่งกลับไปกลับมา เสียค่าส่งและก็เสียเวลาด้วย

จากปัญหานี้ก็ได้แนวคิดแก้ปัญหากับเพื่อนขึ้นมาว่า ทำไมเราไม่ทำร้านขึ้นมาเอง ร้านที่เป็นเหมือนโชว์รูมของร้านค้าออนไลน์ให้ลูกค้ามาลอง ในฝั่งแบรนด์เองก็จะได้มีหน้าร้านในการให้ลูกค้าเห็นด้วย SOS จะมี Concept ที่ชัดเจนคือ Simple Luxury คือ แนวเสื้อผ้าของร้านจะมี Concept ที่เรียบหรู ทุกแบรนด์ในร้านสามารถ Mix & Match กันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแบรนด์นี้กับรองเท้าแบรนด์นั้น หรือชุดเสื้อแบรนด์นี้กับเครื่องประดับอีกแบรนด์หนึ่ง เรียกว่าทุกแบรนด์สามารถ Mix & Match กันได้หมด 

SOS เริ่มจากแค่สาขาเดียว แล้วเราก็ขยายขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นแบรนด์ที่มาอยู่กับเรา สมมติแบรนด์มีลูกค้าอยู่ 50 คน ถ้าเข้ามาอยู่ในร้านเรา เขาจะได้ลูกค้าของแบรนด์อื่นด้วย เพราะว่า Concept สไตล์เสื้อผ้าคล้ายกัน จึงเหมือนได้แชร์ฐานลูกค้ากัน ได้รับการโปรโมทร่วมกัน SOS เปรียบเสมือนเป็นโชว์รูมให้ลูกค้ามาลอง ส่วนลูกค้าเองก็ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น Potential ในการขายก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย

 

SME ONE : ตอนเริ่มทำธุรกิจมีทั้งหมดกี่คน

คุณณัชชารีย์ : แรกเริ่มเลยมี 4 คน แล้วก็เพิ่มหุ้นส่วนเพื่อขยายธุรกิจจนตอนนี้มีหุ้นส่วนเป็น 9 คน ผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 4 คน รู้จักเป็นเพื่อนกันมาก่อน แล้วก็เจอ Pain Point คล้ายๆ กัน อย่างบุ๊คเป็นคนช้อปปิ้งออนไลน์ และมีเพื่อนอีกคนหนึ่งทำแบรนด์เสื้อผ้า ทุกคนเห็นตรงกันก็เลยตัดสินใจทำร้าน SOS ตัวบุ๊คเองเรียนจบวิศวะ แต่เป็นคนรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ชอบแต่งหน้า ชอบแฟชั่นอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว ก็คือเป็นคนมี Passion ในเรื่องแฟชั่นมาก ๆ จริงๆ เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เรียนปี 4 เทอมสุดท้ายแล้ว

 

SME ONE : จนถึงปัจจุบัน รูปแบบธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหน

คุณณัชชารีย์ : เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ตอนแรกเราแค่คิดเหมือนเด็ก ๆ ที่ทดลองหาธุรกิจทำ เราไม่ได้คิดว่ามันจะเติบโตมาได้ขนาดนี้ คิดแค่ว่ามี 1 สาขา ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะมีสาขาที่ 2 แต่พอมี 1 สาขา ตอนนั้นเรามีแบรนด์แค่ 32 แบรนด์ ร้านก็มีขนาดแค่ 100 ตารางเมตร ชั้นเดียว แล้วสุดท้ายลูกค้าอยากได้เสื้อผ้าเพิ่ม ตัวแบรนด์เองก็อยากที่จะเข้าร้านเราเพิ่ม ในเมื่อมันมี Demand เราก็เลยขยายสาขาไปเรื่อย ๆ 

จนปัจจุบันนี้เรามีแบรนด์ร้าน 2 แบรนด์ คือ SOS กับ SENSE เป็นแบรนด์ใหม่ที่เราแตกออกมา SOS จะใช้คอนเซปต์ Simple Luxury แต่กับ SENSE จะเป็นแบบ Easy Everyday ค่อนข้างจะเน้นไปที่เสื้อผ้าที่ใส่ง่าย กว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนใส่ SOS ไม่ใส่ SENSE คนใส่ SOS จะใส่ SOS ในวันทำงานหรือวันไปเที่ยว จะใส่ Sense ในวันที่ชิลล์ ๆ เดินห้าง

ตอนนี้ SOS กับ SENSE มีสาขารวมกันทั้งสิ้น 10 สาขา บางสาขาก็มีทั้ง 2 แบรนด์ในที่เดียว SOS มีที่สยามสแควร์ ซอย 2, สยามสแควร์ ซอย 6, เทอมินอล 21 อโศก ส่วน SENSE จะมีที่ สยามสแควร์ ซอย 7, ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต, เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ส่วนร้าน SOS & SENSE จะมีที่ เซ็นทรัล เวิล์ด, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, แฟชั่น ไอร์แลนด์ และ เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ 

 

SME ONE : วันที่เริ่มต้นธุรกิจ 30 ร้านค้าแรกมาเจอกันได้อย่างไร

คุณณัชชารีย์ : ทางเราเป็นคนเข้าไปเชิญมาขายที่ร้าน เหมือนเราจะต้องขายจินตนาการให้เขา เราต้องฉายภาพให้เขาเห็น เพราะตอนนั้นมันแทบจะไม่มีอะไรเลย ไม่มีร้านลักษณะนี้เลย ดังนั้นเขาก็จะไม่รู้เลยว่า  มันคืออะไร ต้องอธิบาย อธิบายว่าเขาจะได้อะไร แล้วเราทำอะไรให้เขา แล้วมันดีกับเขายังไงอย่างไร มันเหมือนเราขายฝันให้เขานิดหนึ่ง เพราะว่าร้านแบบนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราเข้าไปขายประมาณ 60 ร้านออนไลน์ แต่มีคนที่ตัดสินใจร่วมกับเราตอนแรก 30 แบรนด์

คนที่ปฏิเสธเราก็มีทั้งเหตุผลที่ว่า เขายังไม่พร้อม แบรนด์เขาอาจจะแบบไม่ได้ใหญ่มาก คือการที่จะมาอยู่กับเรามันก็จะมีค่าใช้จ่าย เขาก็จะยังไม่พร้อม สินค้าของเขายังไม่เยอะ ส่วนหนึ่งก็เหมือนยังไม่เชื่อคอนเซ็ปต์นี้ เหมือนเขายังไม่เห็นภาพ

 

SME ONE : ตอนนั้นรู้สึกท้อหรือไม่ เพราะเกือบครึ่งที่ปฏิเสธ

คุณณัชชารีย์ : จริง ๆ ก็ไม่ท้อ เพราะเราก็เข้าใจเขา แต่เราก็ค่อนข้างมั่นใจในแนวคิดของเรา อย่างบุ๊คเองก็คิดว่าคอนเซ็ปต์นี้สามารถแก้ปัญหาให้ทั้งลูกค้าและให้ทั้งแบรนด์ได้ เรารู้สึกว่าแนวคิดนี้มันเป็น Tool ที่ดี เราก็มั่นใจ แต่คนเราก็ต่างความคิด แต่ ณ วันนี้ 30 ร้านที่เคยปฏิเสธเราตอนแรก ก็มาอยู่กับเราเกือบหมดแล้ว คนที่แบบปฏิเสธไปตอนสาขาแรก พอเราขยายสาขาที่ 2 และ 3 ก็มาอยู่กับเรา ส่วนที่อยู่กับเราตั้งแต่สาขาแรกก็มีแบบอยู่มาจนถึงตอนนี้ 

ปัจจุบันนี้เรามีแบรนด์จากร้านค้าออนไลน์มาอยู่กับเราประมาณ 500 แบรนด์ เพราะเรามี 10 สาขา

 

SME ONE : ตอนนี้ 500 แบรนด์ที่เข้าร่วม อยากทราบวิธีเลือกสินค้าเข้าแต่ละสาขาต้องทำอย่างไร

คุณณัชชารีย์ : แต่ละสาขาจริง ๆ จะไม่เหมือน คือเราไม่ได้บังคับ เพราะกลุ่มลูกค้าจะไม่เหมือนกันในแต่ละสาขา สมมติสยาม สแควร์ก็จะเป็นกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มแบบนักศึกษา คนวัยทำงานต้องเน้นใส ๆ หน่อย แต่ถ้าสาขาแฟชั่น ไอร์แลนด์ก็จะเป็นแบบกลุ่มแบบครอบครัว แม่บ้านมากหน่อย ถ้าเป็นสาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าวก็จะเป็นแบบคนทำงานมากหน่อย หมายความว่า 1 แบรนด์ที่อยู่ใน IG สมมติว่าอยากจะมาอยู่กับเรา เขาจะเลือกไม่ไปทุกสาขาหรือไปทุกสาขาก็ได้  แล้วทางเราก็จะช่วยเลือกด้วยส่วนหนึ่ง ต้องมา Match กันอีกที

 


 

ปัญหาที่เจอ หรืออุปสรรค ที่พบระหว่างทางของการทำธุรกิจ

SME ONE : ช่วงต้น ๆ เราเจอปัญหาในการทำธุรกิจอะไรบ้างไหม

คุณณัชชารีย์ : แน่นอนว่ามันมีปัญหาอยู่แล้วในการทำธุรกิจ ทุกคนต้องเจอปัญหา จริงๆในแต่ละช่วงของธุรกิจ ในแต่ละอายุในการทำธุรกิจก็มีปัญหาที่แตกต่างกัน อย่างปีแรกก็จะเป็นปัญหาที่เราอาจจะยังไม่มีประสบการณ์ เป็นครั้งแรกที่เราต้องจ้างพนักงาน เป็นครั้งแรกที่เราต้องดูแลธุรกิจ ปัญหามันก็จะเป็นแบบหนึ่ง พอธุรกิจรันไปเรื่อย ๆ บริษัทมันเติบโตขึ้น เริ่มมีระบบการทำงาน ปัญหามันก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ปัญหาในแต่ละช่วงเวลาก็เหมือนช่วงชีวิตคนเราที่ตอนเด็กเราก็เป็นปัญหาหนึ่ง มีการบ้านก็เครียดแล้ว พอโตขึ้นมา ไม่มีเงินก็เครียดแล้ว

ตัวอย่างปัญหาที่เราเจอจะเป็นเรื่องของการก่อสร้างตกแต่งร้าน แบบว่าตกแต่งไม่ทันร้านจะเปิดพรุ่งนี้แล้ว แต่กระจกร้านยังไม่มาเลย หรือแบบทำอย่างไรดีพนักงานสาขานี้มีแค่ 2 คน แต่ลาออกไป 1 คน เราจะทำอย่างไร บางทีเราก็ต้องลงไปทำ ช่วงแรกก็คือทำเองอยู่แล้ว ถ้าสมมติพนักงานมีแค่ 2 คน ลาออกไปคนหนึ่ง หาคนไม่ทัน เพราะเราเป็นร้านเล็ก ๆ ทุกอย่างต้องทำเอง แผนก HR ก็ไม่มี แผนกบัญชีก็ไม่มี อะไรต้องทำเองแม้กระทั่งกวาดร้าน ติดบาร์โค้ด นับ Stock เริ่มจากตรงนั้นเลย บุ๊คว่าการทำธุรกิจต้องมีอุปสรรคอยู่แล้ว เราแค่แก้ไขมันให้ดี คือถ้าไม่มีปัญหามันไม่ใช่ธุรกิจหรอก แค่อย่าไปท้อถอย ถ้าเรามีความพยายามยังไงเราก็ต้องสำเร็จ

 

SME ONE : เคยมีเหตุการณ์ที่หุ้นส่วนมีความคิดไม่ตรงกันหรือไม่ แล้วแก้ปัญหาอย่างไร

คุณณัชชารีย์ : แน่นอนมีเสียงแตกบ้างอยู่แล้ว บุ๊คว่าต่างคนต่างความคิด ถ้าทุกคนคิดเหมือนกัน บุ๊คว่าธุรกิจมันก็จะไม่ดี เพราะว่ามันเหมือนเรามีความคิดเดียว ยังไงมันก็ไม่ดี แต่พอเรามีหลายหัว แน่นอนมันต่างคนต่างคิด แต่สุดท้ายแล้วเราก็ประชาธิปไตยดูที่เสียงส่วนใหญ่ แต่จริงๆ ตอนนี้แต่ละคนจะแบ่งงานกันดูแลอยู่แล้ว จะรับผิดชอบหน้าที่ตัวเอง Head ของแผนกนั้นก็มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด แต่ถ้าอันไหนที่เป็นเรื่องใหญ่ เช่นเลือกสาขาก็ต้องเข้าที่ประชุม

 

SME ONE : มองเทรนด์ธุรกิจ O2O ที่เรากำลังทำอย่างไร

คุณณัชชารีย์ : บุ๊คคิดว่าออนไลน์อย่างเดียวมันอาจจะไม่เพียงพอ หมายถึงว่า Online สู่ Offline เหมาะสมกับสถานการณ์กว่า  ดูอย่าง Amazon เขาก็ยังต้องมาเปิดร้าน Offline เลย เพราะสุดท้ายแล้วการช้อปปิ้ง การซื้อของไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นหรืออะไรก็ตาม มันคือ Emotional ทุกอย่างคือเกิดจากว่าความรู้สึก ความหลงใหล สมมติเราเดินผ่านร้านแล้วเห็นว่ามันสวย เราเข้ามาลองแล้วสวยเราก็จะซื้อ แต่สมมติว่าเราดูในออนไลน์บางทีเราอาจจะแบบไม่ได้มี Emotional Attach ขนาดที่เราจะรู้สึกว่า ดึงดูดขนาดที่เราจะต้องกดซื้อทันที เพราะฉะนั้นร้าน Offline บุ๊คคิดว่าสำคัญ หรือบางทีเขาอาจจะมาลองที่ร้านเราแต่ไปสั่งซื้อออนไลน์ก็ได้ เพราะเจ้าของแบรนด์เขาก็ยังขายออนไลน์ เราไม่ได้ห้ามขาย หรือห้ามลดราคา แต่เรามีเงื่อนไขแค่ราคาทั้ง 2 ที่ต้องเท่ากัน

 

SME ONE : เป้าหมายในอนาคตเราเป็นอย่างไร

คุณณัชชารีย์ : เป้าหมายจริง ๆ SOS คิดอยู่ตลอดเลย คือ เรารู้สึกว่าจริง ๆ แล้วคุณภาพแบรนด์ไทยดีนะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า หรือกระเป๋า จริง ๆ แล้วมันสวย ออกแบบก็สวย ผ้าก็ดี ตัดเย็บก็ดี เราเลยรู้สึกว่าอยากให้แบรนด์ไทย Go Inter ไม่แน่เราอาจจะแบบทำร้านค้าออนไลน์ที่เน้นต่างประเทศ หรือว่าออกไปเปิด Shop ที่อื่น เพียงแต่ว่าต้องอยู่ที่จังหวะเวลา และความเหมาะสมด้วย ทุกวันนี้ก็มีนักลงทุนจากต่างประเทศติดต่อขอให้เราไปเปิดหลายประเทศอยู่ แต่ว่าเรารู้สึกว่ายังไม่พร้อมมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบรนด์ที่เป็น Supplier ของเรา บางแบรนด์ก็ยังผลิตของไม่ทัน

 

SME ONE : ถ้ามองในเชิงธุรกิจ อะไรคือความท้าทายของ SOS

คุณณัชชารีย์ : บุ๊คว่าความท้าทาย ไม่ใช่เรื่อง Market Share แต่ตอนนี้มันกลายเป็น Pocket Share มากกว่า เหมือนว่าลูกค้ามีเงินอยู่เท่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าเขาคิดว่าจะซื้อเสื้อผ้า เราเหมือนต้องแย่งเงินในกระเป๋าเขามาให้ได้ นั่นคือความท้าทายที่แบบว่าเราจะทำยังไงให้เขารู้สึกว่าเค้ามาซื้อกับเราดีกว่าเขาไปซื้อที่อื่น เพราะฉะนั้น เราต้องสร้าง Branding หรือสร้าง Story ให้คนมาสนใจเรา ทำให้เขาภูมิใจที่เราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา เขาอยากจะทำให้คนอื่นเห็นว่า เขาใช้ของเรานะ อันนั้นคือการสร้าง Branding ที่ดีซึ่งเป็นเรื่องยาก

 


 

Key Success ของธุรกิจ

 

SME ONE : อะไรคือ Key Success Factors ของ SOS

คุณณัชชารีย์ : เรามี Concept ที่ชัดเจน จุดขายเราก็ชัดเจน ความ Unique ของเราก็ชัดเจน แล้วเรา Communicate กับลูกค้าอย่างชัดเจนด้วย ลูกค้าก็เข้าใจว่าเราคือใคร ด้วยความที่ร้านเราหลายแบรนด์ใช่ไหม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่หัวเดียว  แฟชั่นปัจจุบันต้อง Update เร็วมาก ๆ ถ้าสมมติเรามีแค่ 1 แบรนด์ เราก็อาจจะ Update ไม่ทัน Trend ก็ได้ แต่พอเรามี 100 แบรนด์ มี 500 แบรนด์ เรา Update ตาม Trend ได้แน่นอน เพราะว่า 50 คนนี้ไม่คิด อีก 50 แบรนด์ที่เหลือก็คิด

อีกเรื่องก็คือ ในร้านเราจะมีแบบทุกแบบเลย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าราคาถูก ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันบาท  บางคนอาจจะคิดแบบว่าไม่ต้องใส่เสื้อผ้าแพงมาก ไม่ต้องใส่เสื้อผ้า Cutting ดีมาก ในเรื่องความคุ้มค่าหรือ Brand Value เราก็มี เพราะว่าช่วงราคาสินค้ากว้างมาก ๆ มีตั้งแต่ 250-350 บาทแบบกางเกงยีนส์ขาสั้น ไปจนถึงเดรสยาวแบบ 3,000-5,000 บาท

 


 

คำแนะนำที่มีต่อ SME หรือผู้ประกอบการที่สนใจอยากทำธุรกิจด้านนี้

SME ONE : อยากให้ฝากคำแนะนำในการทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ SME

คุณณัชชารีย์ :  สิ่งสำคัญ คือคนชอบคิดว่า ฉันชอบอะไรฉันจะทำแบบนั้น แต่สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ คือ เราต้องดูความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราชอบมันผิด สิ่งที่เราชอบก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าทำสิ่งที่เราชอบแล้วดันทุรัง มันมีหลายแบรนด์มาก ๆ ที่จะเป็นอย่างนั้น ที่แบบว่าฉันทำสิ่งที่ฉันชอบ แต่ฉันขายไม่ได้แต่ฉันก็ทำต่อไป บุ๊คว่าต้องดูทั้ง 2 ด้าน เราจะ Supply อะไรออกมาก็ต้องดูว่า Demand มีไหม

กับอีกเรื่องคือ เด็กสมัยนี้เหมือนจะท้อแท้ง่าย เจออะไรที่มันยากหน่อยก็ไม่เอาแล้ว ประเภทหนักไม่เอาเบาไม่สู้ ถ้าเรามีความพยายาม บุ๊คว่าคนทุกคนมีความสามารถอยู่แล้ว ที่สำคัญทุกคนมีความสามารถแตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าเธอดีส่วนนี้แล้วฉันไม่ดี มันไม่ใช่ ฉันอาจจะไม่ดีส่วนนี้ แต่ฉันอาจจะมีดีอย่างอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นขอแค่ตั้งมั่น มั่นใจในตัวเอง มีความพยายามตั้งเป้าแล้วไปให้อย่างไรวันหนึ่งก็สำเร็จ เจอปัญหาอะไร อย่าท้อ เพราะปัญหามันมีในทุกการทำงาน ในทุกช่วงชีวิตอยู่แล้ว

สุดท้ายเจ้าของธุรกิจควรเริ่มต้นจากลงไปทำงานระดับล่างจะได้มองเห็นปัญหา เพราะถ้าเริ่มจากระดับบนจะไม่มีทางมองเห็นปัญหาทั้งหมด อย่างบุ๊คเริ่มมาจากศูนย์ เราทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่กวาดร้าน นั่งติดบาร์โค้ด แขวนเสื้อผ้าเอง รีดผ้าเอง คือเราทำทุกอย่างจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงตอนขยายธุรกิจ เราจะรู้ว่าธุรกิจของเรามีองค์ประกอบ อะไรบ้างที่ทำให้ธุรกิจขยายตัวได้

 

บทสรุป

ร้าน SOS นั้นสามารถแจ้งเกิดจากการมองเห็น Pain Point ของการขายสินค้าออนไลน์ที่มีจุดอ่อนคือ ไม่สามารถทดลองสินค้าได้ หลายครั้งการสั่งซื้อสินค้าจึงจบลงด้วยการส่งคืนสินค้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลา

ปัญหาดังกล่าว นำมาซึ่งแนวความคิดในการทำธุรกิจแบบ O2O หรือ Online to Offline ที่นำเอาจุดเด่นของร้านค้าทั่วไปมาสร้างเป็นโชว์รูมรวมสินค้าแฟชั่นออนไลน์ให้ลูกค้ามาลอง ขณะเดียวกันในฝั่งของแบรนด์สินค้าออนไลน์เองก็มีโอกาสในการสร้างยอดขายผ่านหน้าร้านด้วย

 

 

Published on 18 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย





บทความแนะนำ

เจาะลึกวิธีคิดสร้างโอกาสธุรกิจร้านอาหารให้เติบโตในยุคดิจิทัล

หัวข้อ : เจาะลึกวิธีคิดสร้างโอกาสธุรกิจร้านอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
อ่านเพิ่มเติม : https://scbsme.scb.co.th/sme-inspiration-detail/digitalage

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะในโลกธุรกิจใช้เวลาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ในส่วนของธุรกิจอาหาร แม้จะเป็นตลาดใหญ่โดยมีการเติบโต 3-5% อย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันสูง ทั้งจากคู่แข่งโดยตรง และจากสินค้าทดแทนที่มีอยู่จำนวนมาก ที่สำคัญคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบลองของใหม่ แม้ธุรกิจอาหารจะพอมีรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นให้เห็นบ้าง เช่น โอมากาเสะ หรือ เชฟเทเบิ้ล นอกนั้นทุกคนยังคิดบนพื้นฐานเดิมเหมือนกันหมด นั่นเป็นสาเหตุให้ธุรกิจอาหารมีการแข่งขันที่รุนแรงอยู่ตลอดเวลา

โมเดลธุรกิจอาหารสามารถปรับได้หลากหลายรูปแบบ เราสามารถลองทำกับธุรกิจเดิมก่อนได้ เช่น

  • ช่วงที่ร้านคนไม่เยอะลองปรับเป็นเชฟเทเบิ้ล อาหารที่เน้นคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาปรุงให้กินโดยเชฟฝีมือดี 
  • เปิดคอร์สสอนทำอาหาร
  • รับจัดงานเลี้ยง เป็นอีกแนวที่มีโอกาสเสมอในบ้านเรา

ลองหาโมเดลให้เจอ ถ้าทำได้เราไม่ต้องมีหน้าร้านให้ต้องแบกรับต้นทุนค่าสถานที่ที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น และในอนาคตจะมีรูปแบบหลากหลายที่ธุรกิจอาหารไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านเสมอไป แต่อาจต้องมีการสำรวจสถานที่ก่อนให้บริการจริง เพื่อตรวจสอบดูว่าสามารถให้บริการได้หรือไม่

4 กลยุทธ์สำคัญในการปรับโมเดลธุรกิจอาหารใหม่

  1. กลยุทธ์การเจาะตลาด (Market Penetration) คือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้ากลุ่มปัจจุบันรู้จักและซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น อาจจะโดยการปรับราคา เช่น จัดเป็นเมนูเซ็ตคอมโบ หรือเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและทำการตลาดมากขึ้น
  2. กลยุทธ์การพัฒนาตลาด (Market Development) คือ จะทำอย่างไรให้สามารถใช้โอกาสจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แต่เดิม สามารถจำหน่ายไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ได้มากยิ่งขึ้น
  3. กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ๆ ออกมาเพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มเดิมที่มีอยู่
  4. กลยุทธ์การแตกไลน์ธุรกิจใหม่ (Diversification) คือ การเติบโตด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่ ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิมได้ เช่น การทำซัพพลายวัตถุดิบให้กับธุรกิจร้านอาหาร หรือไม่เกี่ยวกับธุรกิจเดิมเลยก็ได้

การดูแลรักษาลูกค้า

เมื่อธุรกิจร้านอาหารโตขึ้นเรื่อย ๆ การดูแลรักษาลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญลำดับถัดมา ที่จะทำให้ธุรกิจที่เติบโตนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

- การเก็บฐานข้อมูลของลูกค้าไว้ได้มากที่สุด จะทำให้เราสามารถพัฒนาสินค้าและการบริการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด จนก่อเกิดความ ประทับใจและบอกต่อ ซึ่งจะเป็นพลังในการสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจ

- กิจกรรมที่จะสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้ดีจนก่อให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ ต้องเป็นกิจกรรมที่มีครบในเรื่องความสะดวก สนุก และสบาย

- ลูกค้าจะหยุดดูคอนเทนต์ที่เรานำเสนอ กดไลค์และกดแชร์ เมื่อไอเดียที่นำมาเล่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและสำคัญกับตัวเขา ภาพที่เล่าเรื่องต้องสอดคล้องกันในทุกโพสต์ และเล่าผ่านภาพซ้ำ ๆ เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์

Published on 17 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

ถอดรหัสพิชิตธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ยุคใหม่

หัวข้อ : Medical Tourism ยุคใหม่ ต้องทำให้ลูกค้าประทับใจในบริการ
อ่านเพิ่มเติม : https://scbsme.scb.co.th/sme-inspiration-detail/medicaltourism012

สำหรับโลกธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในยุคนี้ ไม่ใช่ต้องทันเรื่องดิจิตอลเพื่อทำการตลาดอย่างเดียวเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการบริการ ที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจชนิดนี้ ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความรู้หลายแขนงเข้ามาสร้างความประทับใจลูกค้าให้มากที่สุด นี่คือคำแนะนำจากผู้นำธุรกิจด้านสุขภาพที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย เกี่ยวกับการบริการเพื่อเอาชนะใจลูกค้า ให้คุณสามารถนำไปปรับใช้ในธุรกิจของตนเองได้

สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าไว้ใจ

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจบริกร คือ การทำให้ลูกค้าเชื่อถือ หากบอกอะไรกับลูกค้าไป ต้องทำให้ได้ตามที่เราพูด  เพราะถ้าเราทำไม่ได้ตามที่พูด อาจจะเสียลูกค้าและโดนฟ้องได้ ดังนั้นความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งต้องรักษาไว้ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อถือ ไว้ใจ และกลับมาใช้บริการซ้ำอีก

  • หากเราบอกว่าเราจะเปิดกี่โมง จะให้อะไรลูกค้า ก็ต้องเป็นไปตามที่เราพูดไว้
  • จัดการร้านให้มีระบบ ระเบียบ และมาตรฐานเหมือนเดิมทุกวัน 
  • เช็คคุณภาพของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ว่าได้คุณภาพตามที่เราวางไว้ไหม 
  • ทำการบรีฟกับพนักงานในร้านล่วงหน้า ว่าวันนี้ลูกค้าที่เข้ามาเป็นใคร เราต้องเตรียมตัวและเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง
  • บอกตารางงานในแต่ละวันว่า พนักงานต้องเผชิญกับอะไร ต้องทำการวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้มีมาตรฐานในทุกขั้นตอน

รับประกันความพึงพอใจให้ลูกค้า

เมื่อทำธุรกิจบริการ สิ่งสำคัญคือ การฟังเสียงตอบรับจากลูกค้า ควรให้ลูกค้าได้ประเมินความพึงพอใจทุกครั้งหลังรับบริการ ถ้าผลออกมาลูกค้าไม่พึงพอใจ เราต้องวางแผนจัดการว่าจะรับมืออย่างไรเป็นขั้นตอน รวมถึงจะปรับปรุงภายในธุรกิจเราอย่างไรให้ลูกค้าพอใจสูงสุด อย่าคิดว่าวิธีนี้เหมาะกับแค่ธุรกิจใหญ่ ๆ เท่านั้น ยิ่งเราเป็นเอสเอ็มอียิ่งต้องทำ เพื่อสร้างตัวเองให้แตกต่างจากคู่แข่ง และสร้างมาตรฐานให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อผลักดันตัวเองให้ดีขึ้นต่อไป

ตอบสนองลูกค้าต้องว่องไว

การคอมเพลน (Complain) ของลูกค้าบนโลกนี้ เกิดจากการเพิกเฉยของเจ้าของธุรกิจที่ไม่ยอมปรับปรุง การรับฟังความคิดเห็นทั้งด้านดีและด้านเสียจากลูกค้า จากนั้นตอบสนองต่อคอมเมนต์ของลูกค้า นำมาปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด มีผลอย่างยิ่งกับการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า

  • ต้องมองเห็นภาพรวมของธุรกิจก่อนว่ามีอะไรบ้าง 
  • จากนั้นพอมีความเห็นจากลูกค้าที่ทั้งดีและไม่ดี 
  • ต้องรู้ว่าปัญหาเกิดตรงส่วนไหนของธุรกิจ แล้วทำการแก้ไขปรับปรุงทันที 
  • ต้องมองให้ลึกลงไปในรายละเอียดต่าง ๆ ว่าลูกค้าต้องการอะไร

สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าจดจำ

ประสบการณ์ของลูกค้าเมื่อได้มาสัมผัสกับบริการของเรา การสร้างสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังให้เกิดขึ้นจริง จะทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของเราได้อย่างดี

  • ต้องครบถ้วนทั้งหมด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 
  • ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ 
  • ความปลอดภัยต้องได้มาตรฐาน
  • การออกแบบต่าง ๆ ภายในร้านรวมถึงคาแรคเตอร์ร้าน ต้องสร้างความรู้สึกให้ไปในทางเดียวกับโปรดักส์ของเรา
  • ต้องไม่ทำให้ในหน้าเว็บไซต์เป็นสไตล์หนึ่ง แล้วมาถึงร้านเป็นอีกสไตล์ 
  • ตั้งมาตรฐานการทำงานให้สูงเอาไว้ก่อน แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปให้ได้ตามมาตรฐานนั้น เป็นการยกระดับคุณภาพธุรกิจให้ดีขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ

Published on 17 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

5 สัญญาณอันตรายทางการเงินของเอสเอ็มอี

หัวข้อ : 5 สัญญาณอันตรายทางการเงินของ SME
อ่านเพิ่มเติม : https://sme.ktb.co.th/sme/productListAction.action?command=getDetail&cateMenu=KNOWLEDGE&cateId=18&itemId=200

 

 

การบริหารเงินสดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นทักษะที่เจ้าของธุรกิจต้องเรียนรู้ให้ดี บ่อยครั้งที่ธุรกิจเริ่มส่งญาณทางการเงินที่ไม่ดี แต่เจ้าของกลับไม่ได้ให้ความสนใจจึงทำให้ปัญหาใหญ่เกินแก้ไข  และนี่คือ 5 สัญญานอันตรายทางการการเงินที่เจ้าของธุรกิจต้องคอยระวัง อย่าให้เกิดขึ้นเด็ดขาด

 

1. เงินสดในมือน้อยกว่า 6 เดือน

ปริมาณเงินสดที่ต้องมีติดบัญชีไว้เสมอ คือไม่น้อยกว่า 6 เท่าของค่าใช้จ่ายคงที่ (ค่าใช้จ่ายประจำ) ต่อเดือน ค่าใช้จ่ายคงที่ ได้แก่ ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน หากธุรกิจใด มีเงินสดในกว่าจำนวนดังกล่าว ถือว่าธุรกิจมีสภาพคล่องในระดับอันตราย ต้องรีบจัดการกับเรื่องการเก็บเงินจากการขายและลดค่าใช้จ่ายอย่างเร่งด่วน

 

2. หนี้ค้างรับสูงกว่าหนี้ค้างจ่าย

สิ่งที่ทุกธุรกิจควรทำให้เรื่องการซื้อขาย คือ การขายแล้วเก็บเงินได้เร็วและซื้อของแต่จ่ายเงินช้า และมันจะดีที่สุดถ้าเราสามารถใช้เวลาเก็บเงินได้น้อยกว่าระยะเวลาที่เราต้องจ่ายเงิน เพราะนั่นหมายถึงเราเอาเงินที่ได้จากลูกค้ามาจ่ายค่าสั่งซื้อโดยที่เราไม่ต้องใช้เงินของเราเองเลย

  • หากธุรกิจมีหนี้ค้างรับสูงกว่าหนี้ค้างจ่ายติดต่อกันเกินกว่า 3 เดือน แสดงว่าธุรกิจเริ่มมีสัญญานไม่ดีแล้ว
  • ควรแก้ไขหนี้ค้างรับสูงกว่าหนี้ค้างจ่ายด้วยการออกมาตรการจูงใจ ให้ลูกค้าซื้อเงินสดหรือชำระเงินเร็วขึ้น
  • ควรหยุดขายลูกค้าที่ชอบดึงเครดิตยาว ๆ เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารเงินสดให้อยู่ในระดับปกติเสียก่อน

 

3. สต็อกมากเกินไป

มีประโยคที่ว่า ถ้าไม่รู้ว่าเงินของบริษัทหายไปไหน ก็ให้ไปดูที่คลังสินค้า ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอ เพราะในการดำเนินงานปกติของธุรกิจ เงินสดจะหายหรือเปลี่ยนสถานะเป็น 1 ใน 3 รายการนี้มากที่สุด ได้แก่ 

  • สินค้าคงคลังหรือสต็อก 
  • หนี้จากการขายที่ยังเก็บไม่ได้ 
  • ค่าใช้จ่ายที่ต้องทยอยจ่ายออกไปทุกเดือน

 

4. ควบคุมรายจ่ายไม่ได้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการบริหารการเงินคือ การไม่จดบันทึกรายการเงินเข้าออกว่ามีการใช้จ่ายไปกับเรื่องใดบ้าง เมื่อไหรก็ตามที่เราดูเงินในบัญขีแล้วพบว่ามันน้อยลงแต่เรากลับไม่ทราบว่าเราจ่ายเป็นค่าอะไรบ้าง นั่นแสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังอยู่ในขั้นอันตราย

 

5. ภาษีและค่าเสื่อมติดลบ

ถ้าธุรกิจของมีการทำบัญชีแบบจริงจัง สิ่งที่เจ้าของจะใช้เกณฑ์ตัดสินว่าธุรกิจนี้ดีพอจะเลี้ยงตัวเองหรือไม่คือ การดูกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA)

  • ธุรกิจที่ภาษีและค่าเสื่อมติดลบ คือธุรกิจที่รายได้จากการบริหารงานล้วน ๆ น้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น
  • ธุรกิจที่มีกำไรก่อนหักค่าเสื่อมติดลบต่อเนื่องกว่า 3 เดือน ต้องถือว่าธุรกิจเริ่มอยู่ในสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ควรรีบปรับแผนการทำงานอย่างเร่งด่วน

 

 

Published on 17 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

ขายสินค้าให้ยอดพุ่ง บน Facebook Marketplace

หัวข้อ : ขายสินค้าให้ยอดพุ่ง บน Facebook Marketplace
อ่านเพิ่มเติม : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/sme-facebook-marketplace.html

เฟซบุ๊กมาเก็ตเพลส (Facebook Marketplace) อีกหนึ่งช่องทางขายที่เฟซบุ๊กสร้างมาเพื่อช่วยให้การขายของทำได้ง่ายยิ่งขึ้นและเข้าถึงลูกค้าได้เร็วที่สุด เพียงไม่กี่ขั้นตอนสินค้าของคุณก็จะถูกส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายนับล้านทั่วโลกแล้ว อีกทั้งผู้ซื้อยังสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้สะดวกมากขึ้นเช่นกัน

ทำไมต้องขายของบนเฟซบุ๊กมาเก็ตเพลส

เฟซบุ๊กมาเก็ตเพลสเปิดให้ใช้งานมากว่า 2 ปี ใช้งานง่าย และมีจำนวนของผู้คนที่เข้าถึงมาก ตลอดสองปีที่ผ่านมาความนิยมของช่องทางนี้ไม่ได้ลดน้อยลง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบที่ช่วยทำให้การขายของเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้นอีกด้วย

จุดเด่นของเฟซบุ๊กมาเก็ตเพลส

  • เป็นตลาดเสรีที่พร้อมให้คุณขายได้ทันที เพียงแค่คุณมีบัญชีใช้งานเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็สามารถเข้าใช้งานได้เลย
  • ผู้ขายประกาศขายสินค้าเองได้ง่าย ๆ เพียงเตรียมข้อมูลของสินค้าอย่าง ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ราคาขาย และรูปสินค้าไว้ จากนั้นอัปโหลดรูปและรายละเอียดสินค้าลงไป สามารถเริ่มต้นการขายสินค้าได้แล้ว
  • ไม่ต้องสร้างหน้าร้าน ไม่ต้องมีเพจร้านค้า ไม่ต้องสร้างยอดไลก์ หรือเพิ่มเพื่อนแต่อย่างใด เป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นจริง ๆ
  • ลูกค้าคือผู้ที่ใช้งานเฟซบุ๊ก ซึ่งสามารถเข้ามาดูและค้นหารายการสินค้าได้ และเมื่อเกิดความสนใจอยากซื้อสินค้าตัวไหน สามารถส่งข้อความถึงเจ้าของสินค้าได้ทันที 
  • ลูกค้าสามารถค้นหาสินค้าได้ผ่านการกำหนดตัวกรองค้นหาสินค้า เช่น ราคาขั้นต่ำและสูงสุด ระยะทางที่ผู้ขายอยู่ห่างจากเรา ประเภทสินค้า หรือแม้แต่ค้นหาจากกรุ๊ปที่ติดตามอยู่

เทคนิคปิดการขายบนเฟซบุ๊กมาเก็ตเพลส

  • ต้องใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบให้ครบถ้วนก็คือ ข้อมูลของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ รูปภาพ และราคา เพราะข้อมูลยิ่งชัดเจนเท่าไรก็ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วเท่านั้น
  • อีกส่วนที่ไม่ควรพลาดก็คือข้อมูลของคุณที่เอาไว้ให้ลูกค้าติดต่อ รวมถึงช่องทางการชำระเงิน หากคุณมีข้อมูลเหล่านี้เอาไว้รองรับก็จะทำให้สามารถปิดการขายได้รวดเร็วขึ้น

เฟซบุ๊กมาเก็ตเพลสคือตลาดที่เปิดกว้างสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดออนไลน์ หรือขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า ช่องทางนี้ถือว่าสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องทำการสมัครเปิดหน้าร้านให้ยุ่งยาก เพียงแค่มีข้อมูลสินค้าก็เริ่มต้นขายของกันได้เลย ที่นี่คุณยังสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างหลากหลาย เพราะมีลูกค้าจำนวนมากรวมตัวกันอยู่แล้ว หากคิดจะเริ่มธุรกิจออนไลน์ ช่องทางนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่จะเริ่มต้น ใครที่จะโพสต์ขายของให้ใส่ข้อมูลให้ครบถ้วน จะได้เป็นประโยชน์ต่อทั้งคนขายเองและคนซื้อ

Published on 17 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

intro