Once Again Hostel ธุรกิจโรงแรมที่เริ่มจากการอยากสร้างสัมคมให้ดีขึ้น สู่โมเดลธุรกิจแบบเกื้อกูล

Once Again Hostel เกิดจากคน 2 คนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม และมีความคิดที่คล้ายกันคือ ต้องการร่วมสร้างสังคมให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยคนหนึ่งเป็นสถาปนิกที่อยากนำสถาปัตยกรรมเข้ามาสร้างประโยชน์กับชุมชน ส่วนอีกคนก็เป็นวิศวกรแต่มีอยากทำธุรกิจเพื่อสังคม 

ความตั้งใจดังกล่าวต่อมาได้ถูกต่อยอดเป็นโมเดลธุรกิจแบบ
Social Enterprise ที่เรียกว่า “ธุรกิจเกื้อกูล” (Inclusive Business) โดยทุก Value Chain ของธุรกิจจะต้องเชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย

ทีมงานเลือกที่จะสัมภาษณ์ศานนท์ หวังสร้างบุญ Co-founder ของ Once Again Hostel เพื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแนวคิดนี้

ไปที่ จุดเริ่มต้น แนวคิด และไอเดียของธุรกิจ

ไปที่ ปัญหาที่เจอ หรืออุปสรรค ที่พบระหว่างทางของการทำธุรกิจ

ไปที่ Key Success ของธุรกิจ

ไปที่ ความท้าทายในอนาคตของธุรกิจด้านนี้

 

จุดเริ่มต้น แนวคิด และไอเดียของธุรกิจ

 

SME ONE : Once Again Hostel เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

คุณศานนท์ : ที่นี่เคยเป็นโรงพิมพ์มาก่อน คือตรงนี้เป็นย่านสังฆทาน สังคภัณฑ์ ย่านนี้ก็เลยเป็นเส้นโรงพิมพ์เก่า ไปจนถึงถนนจักรวรรดิ แล้วพอดีครอบครัวของเพื่อนผม ซึ่งเป็น Generation ที่ 3 คือเราเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เซนต์คาเบรียล แล้วก็จบเข้าจุฬา เพื่อนเรียนสถาปัตย์ ผมเรียนวิศวะ ทีนี้อาคารหลังนี้ถูกปล่อยร้างมา 10 กว่าปี ก่อนที่จะมา Renovate เป็น Once Again Hostel

แม้ว่าอาคารจะถูกทิ้งไว้ ไม่ได้ใช้งานมากว่าสิบปี แต่ว่าโครงสร้างอาคารแข็งแรงเพราะว่าเป็นโรงพิมพ์เก่า วางเครื่องพิมพ์เก่า ทีนี้ด้วยความที่เพื่อนเป็นสถาปนิกเห็นแบบตึกเก่าก็อยาก Renovate แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร ส่วนผมเองก็มี Passion เรื่องธุรกิจเพื่อสังคมอะไร คือผมทำพวกกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยเยอะ เราก็ชอบงานค่าย ชอบงานอะไรอย่างนี้ คราวนี้นี้พอยุคที่น้ำท่วมใหญ่ ยุคที่มันมีปัญหาสังคมเยอะ ๆ ผมก็มี Initiative แบบทางสังคมเยอะ ตอนนั้ยังทำงานประจำอยู่เป็นวิศวกรโรงงาน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เพื่อนจัดตั้งบริษัทของตัวเองพอดีก็เลยมาชวนมาทำธุรกิจด้วยกัน ผมก็เก็บตังค์มาประมาณนึงในช่วงที่ทำงานประจำอยู่ 5 ปี ก็ตัดสินใจเอาเงินมาลงขันกันทำโรงแรม

ผมก็เลยมาขุดคุ้ยดู จนพบว่ามันมีปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องของการปรับตัวของอุตสาหกรรม ปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เขามีรายได้ลดลง มีเรื่องของประเด็นที่อยู่อาศัย ประเด็นสลัม ประเด็นคนจน ประเด็นการศึกษา ประเด็นอื่นๆมากมาย ก็เลยมองว่าถ้าเราช่วยเป็นกระบอกเสียงหรือเป็นส่วนหนึ่งที่จะ Spotlight ไปที่ชุมชนน่าจะดี จึงเริ่มต้นด้วยการพยายามศึกษาพื้นที่ใช้เวลาประมาณครึ่งปี ในการสำรวจว่าแถวนี้มีอะไร มีใครบ้าง 

จนผมไปเจอ Business Model ที่เรียกว่าธุรกิจเกื้อกูล หรือ Inclusive Business คือการเอา Value Chain ของธุรกิจออกมาดูว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เช่น งานดีไซน์ งานก่อสร้าง งานตกแต่ง ดูว่า Service มีอะไรบ้าง เช่นซักผ้า ซ่อมบำรุง มี Taxi ฯลฯ คือตี Value Chain ออกมาทั้งหมด แล้วก็เอาสิ่งที่ศึกษามาประมาณ 6 เดือน มาดูว่าธุรกิจเราจะสามารถรวม Value Chain กับ Social Value อย่างไร เช่น ก่อสร้างเราก็เอาช่างแถวนี้ เฟอร์นิเจอร์เราใช้ชุมชนแถวภูเขาทองได้หรือไม่ ฝาบาตรจากชุมชนเราเอามาทำงานตกแต่งสถานที่ หรือว่า Recruiting ใช้คนแถวนี้หมด บริการ Taxi เราก็ทำ Taxi ชุมชน มอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก 

วันนั้นเราก็เลยเริ่มจากวิธีการนี้ แล้วก็พยายามที่จะคิด Creative ไปเรื่อย ๆ ว่าทำอะไรได้อีกบ้าง สร้างโรงแรมเสร็จแล้ว เราพาแขกไปเที่ยวก็ได้ พาไปกินข้าวก็ได้ หรือว่าไปทำโปรเจกต์ร่วมกับชุมชนก็ได้ 

 

SME ONE : วันที่ตัดสินใจ มองเห็นเทรนด์ของอุตสาหกรรม Hostel เป็นอย่างไร

คุณศานนท์ : ตอนที่ผมเข้ามา Hostel ยังไม่เยอะมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่รู้จักนะครับ คือมันมีคนที่ทำมาก่อนอยู่ในตลาด แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นทางเลือกหลัก ตอนนั้นเขาจะฮิตคำว่า Boutique Hotel มากกว่า Hostel นี่ยังไม่ค่อยรู้จัก 

 

SME ONE : คนเข้าใจไหมว่า Hostel ไม่ใช่ Guesthouse 

คุณศานนท์ : ผมไม่ค่อยซีเรียสกับนิยามมากเท่ากับ Facility หรืออะไรที่คาดหวัง อย่างเช่น Hostel ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Dormitory ก็คือจะนอนรวม ห้องน้ำแยก อันนี้ผมคิดว่าคนยังไม่ค่อยเข้าใจมากกว่า ในวิธีการนอนแบบนี้ คนยังไม่ค่อยเข้าใจว่าสามารถนอนรวมกันได้ แล้วพอคนไทยมาใช้บริการนี่อาจจะงง ๆ แต่ถ้าในลูกค้าเราที่เป็นคนยุโรป เขาจะเข้าใจอยู่แล้ว ซึ่งเราก็มุ่งไปทางนั้น

 

SME ONE : สิ่งที่ทำนี้เรียกว่าเป็นธุรกิจเพื่อชุมชน หรือ Social Enterprise (SE) หรือไม่

คุณศานนท์ : ใช่ แต่ในมุมผม ผมไม่ได้ติดเรื่องนิยาม แต่เป็นเรื่องของความตั้งใจที่จะเอาธุรกิจมาบรรลุปัญหาในสังคมมากกว่า อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญกว่า คือมันก็มีวิธีการในการแก้ปัญหาในสังคมหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแก้ปัญหาด้วยธุรกิจ หรืออาจจะแก้ปัญหาด้วย NGO อาจจะไปทำงานการเมือง มันทำได้หมดเลย แต่ธุรกิจเพื่อสังคมมันเป็น Engine หนึ่งเท่านั้นที่เอากลไกทางการตลาด เช่น เอาความต้องการของคนมาแก้ปัญหาสังคม 

ผมว่าวิธีการนี้ค่อนข้างใหม่และค่อนข้าง Against กับวัฒนธรรมคนไทย ที่ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการแก้ปัญหาสังคมมันต้องเสียสละ อุทิศ ต้องไม่มี Conflict แต่ว่าธุรกิจเพื่อสังคมมันจะบอกว่า การช่วยสนับสนุนสินค้าหรือบริการก็ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ ซึ่งในมุมมองของวัฒนธรรมเรานี่ ซื้อของ ก็แสดงว่ามันขายของนี่นา ผมคิดว่าตรงนี้ยังไม่ได้เติบโตเท่าหลาย ๆ ประเทศที่เขาไปไกลแล้ว

 

SME ONE : แนวคิดตอนเริ่มต้นธุรกิจกับปัจจุบันระหว่างทางมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร

คุณศานนท์ : เปลี่ยนเยอะครับ ยุคแรกๆเหมือนเรามีวิธีการที่เราเชื่อมั่น แล้วเราก็พยายามลงไปเพื่อให้คนทำตามวิธีการนี้ แต่ทุกวันนี้ผมว่ามันคือการแลกเปลี่ยนกันจริง ๆ หมายความว่า แต่ละคนต้องเคารพความชำนาญที่แตกต่างกัน เราลงไปในชุมชน เรารู้เลยว่าเราไม่ได้เก่งเลยในบางเรื่อง หรือเราอาจจะไม่เข้าใจบริบทที่เขาเป็นด้วยซ้ำ แต่ว่าสิ่งที่เราแลกเปลี่ยนได้จะเป็นเรื่องของความเข้าใจลูกค้า เพราะเราทำ Hostel เราอยู่กับแขกทุกวัน เรารู้ว่าแขกบางคนเขาไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้าพี่ทำ Veggie เขาชอบกินเลยอะไรแบบนี้ เราสามารถพูดแทนฝั่งลูกค้าได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมว่า วิธีการทำงานมันจะไม่ได้เป็นการแบบคิดทุกอย่างครบแล้วลงไปเพื่อทุกคนทำตามนั้น ไม่ใช่ แต่มันคือการลงไปเพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างเรากับลูกค้า

สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจจะเป็นเรื่องของ Spiritual หน่อย ในมุมผมการพัฒนาไม่สิ้นสุด คือผมค่อนข้างปลงกับความไม่สมบูรณ์ พอเราทำงานอย่างนี้ แล้วยิ่งทำงานเรื่องเมือง ทำงานเรื่องชุมชนอย่างนี้ ผมคิดว่ามันทำไปเถอะ เพราะถึงวันนึงมันก็เจอทางแยกไม่ซ้ายก็ขวาอีก วันนี้เราเลี้ยวซ้าย เดี๋ยวอีกวันก็เลี้ยวขวา หรือว่าความสมบูรณ์แบบนี้ก็มีปัญหาอีกแบบหนึ่ง

เราก็เจอเพื่อนออสเตรเลีย เขาก็ชอบงานของ Mayday มาก เขาอยากทำแบบนี้ในบ้านเขามาก เราก็ถามว่า บ้านคุณสภาพแวดล้อมดีกว่าไทยจะทำไปทำไม เขาบอกว่า ประชาชนบ้านเรามีส่วนร่วมมาก ปัญหาของเขาก็คือ สังคมของเขามัน Individual เกิน 


 

ปัญหาที่เจอ หรืออุปสรรค ที่พบระหว่างทางของการทำธุรกิจ

 

SME ONE : ตั้งแต่ทำธุรกิจมาเราเคยเจอปัญหาอะไรหนัก ๆ แล้วเราแก้อย่างไร

คุณศานนท์ : ตลาดเริ่ม Over Supply ทำให้เกิดการตัดราคา ก็เกิดสงครามราคา ถามว่าแล้วเราแก้ปัญหาอย่างไร เราใช้การเล่าเรื่อง Story Telling เราสร้างจุดขายของเรา ผมคิดว่า Value ที่แท้จริงมันมีอยู่ แล้วการที่เราตั้งใจทำ Value ให้ถึงลูกค้าจริง ๆ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ทำให้เราอยู่ได้ บางคนอาจจะทำธุรกิจแบบฉาบฉวย แต่เราก็มองว่าการเข้าใจ Brand Value เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด และทำให้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ยังอยู่ได้ 



 

SME ONE : Brand Value ของ Once Again Hostel คืออะไร

คุณศานนท์ : Brand Value ของ Once Again Hostel คือ Authentic Local, Authentic Experience จริง ๆ ได้เจอคนที่เป็นชุมชนจริง ๆ มีแบบตารางกิจกรรมทุกวันที่เขาได้ลงไปเดินชุมชน มี Family Dinner ทุกวัน มีอาหารจากชาวบ้านมาเสิร์ฟทุกวัน Reception ก็เป็นคนแถวนี้ Service ทุกอย่างเป็นคนแถวนี้หมดเลย ฉะนั้นการมาอยู่กับเรานี่รับประกันว่าคุณจะได้ Authentic Experience แบบในทุก ๆ มิติของการอยู่อาศัยจริงๆ

SME ONE : ถ้ามองเป็นการแข่งขัน Once Again Hostel แข่งกับ Cluster อื่น ๆ หรือว่าเราแข่งกับคู่แข่งภายในเอง

คุณศานนท์ : ผมว่าด้วย Facility กับ Segment ค่อนข้างจะแตกต่างกัน อธิบายแบบนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำเป็นการนอนแบบ Authentic Experience ที่หายากมาก ค่อนข้างไม่มีใครทำ คือมองว่าคนที่ไปโรงแรม Chain ก็จะได้บริการแบบ Luxury Experience หรือว่าได้ Comfort แบบ Full Service อยากได้อะไร Click ปุ๊บของมาส่ง แต่ของเราออกไปเชิง Authentic มาก ๆ มีลูกค้าผมหลายคนที่นอนโรงแรมชั้นนำของต่างประเทศ แล้วก็มาเลือกนอนของเรา 1 คืน เพื่อที่จะสัมผัสตรงนี้ คือเขามีเงินเขาอาจจะสบายสัก 5 วัน สัก 1-2 วัน เขาอยากจะมาลุยอย่างนี้ เรามีลูกค้าแบบนี้เยอะมาก ผมเลยมองว่าสิ่งที่เราขายไม่ใช่เรื่อง Affordable อย่างเดียว แต่เป็น Experience ที่หาไม่ได้จากที่อื่น 

แล้วเราอาจจะต่างจาก Hostel อื่นคือขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ คือปกติ Hostel จะมีปัญหาตรงที่ว่า สมมติเขารับได้ 40-50 คน คนที่มา Join กับเขาจริง ๆ จะประมาณ 10% ก็คือ 40 คนก็ได้ 4 คน ของเรา 100 คน อย่างน้อย ๆ เนี่ยมี 10 คน อาจจะมีมาร่วมกิจกรรมส่วนกลางถึง 20%  ก็คืออย่างน้อย 20 คน ฉะนั้นแปลว่า ถ้าคุณมาพักแบบคนเดียวโดดเดี่ยว คุณได้เพื่อนอีก 19 คนแน่ ๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่คิดว่าเราแตกต่างจากคนอื่น ด้วยความที่แบรนด์เรามันชัดเรื่อง Authentic Experience คนที่มาจะเป็น Right Minded มาก ๆ จะไม่ได้มาแบบเพื่อปาร์ตี้ เพื่อเมาเละ ไม่ใช่มาหาคู่นอน ไม่ใช่มาเพราะราคาถูกอย่างเดียวแบบไม่มีเงินแล้ว

SME ONE : ตรงนี้เป็นเพราะว่าแนวคิดของโรงแรมคัดกรองลูกค้ามาส่วนหนึ่งแล้ว

คุณศานนท์ : ใช่ Screen คนได้ส่วนหนึ่ง ราคาเราก็ค่อนข้าง Competitive ตอนปีใหม่เราก็แพงที่สุด เราเป็น Hostel ที่ราคาแบบค่อนข้างโดด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้คนที่มันแบบ Screen จริง ๆ แสดงว่า Brand Value มันได้ คนก็ยอมจ่าย แล้วพอคนยอมจ่าย เราก็สามารถนำเสนอสิ่งที่มัน Authentic จริง ๆ ได้ เรามี Staff ที่เยอะมาก ถ้าเทียบกับ Hostel ปกติ คือ Staff เราประมาณ 8-10 คน ซึ่งคือ 1 ต่อ 10 ในมุมผม คือค่อนข้างเยอะมาก

SME ONE : มีวิธีการทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาพักอีกอย่างไร เพราะมาครั้งแรกอาจจะ Surprise แต่ครั้งที่ 2,3 ความ Surprise อาจจะลดลง

ศานนท์ : คนที่มาครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปที่เดิม ประกอบกับเราก็เสาะแสวงหากิจกรรมใหม่ๆ ไปเรื่อย ๆ กิจกรรมตอนนี้มีเยอะมาก สามารถจัด Activity 30 วัน บางเดือนไม่ซ้ำกันเลยก็ยังมี จริงๆ กิจกรรมเหล่านี้เรียกว่าเป็น Passion ของทีมและเป็น Passion ของคนที่มาสมัครงานที่นี่ ว่าเขาได้ลงไปเพื่อค้นหาอะไรใหม่ ๆ อันนี้ซ้ำแล้ว ทุกคนก็จะต้องหาใหม่ เขาก็จะ Seek for something new เอง 


 

Key Success ของธุรกิจ

 

SME ONE : อะไรคือ Key Success ของ Once Again Hostel

คุณศานนท์ : ผมคิดว่าความเข้าใจตนเอง เข้าใจ Value ของธุรกิจแล้วนำเสนอสิ่งที่เราภูมิใจให้เขา คือผมรู้สึกว่าเราเริ่มจาก Inside Out ประมาณหนึ่ง เราไม่ได้เริ่มจากว่าลูกค้าต้องการอะไรขนาดนั้น ไม่งั้นเราอาจจะไปจับ Segment ที่มันมี Demand เยอะ Market Size เยอะ ซึ่งคือ กลุ่ม Party แน่นอน ถ้าเรามองจากลูกค้าก่อน เราอาจจะออกแบบที่นี่อีกแบบหนึ่ง อันนี้เราเริ่มจากความเข้าใจตัวเอง ผมอยากทำเรื่องสังคม เรื่องชุมชน อยากดีไซน์สิ่งที่มันไม่เคยเกิดขึ้น หรือว่าดีไซน์อะไรใหม่ ๆ 

แล้วก็มีทีมงานที่รู้จักตัวเอง เราก็เลือกเฉพาะคนที่มีทัศนคติเหมือนกัน มี Attitude อยากทำอย่างนี้ อยากลงพื้นที่ อยากไปหาอะไรใหม่ ๆ ทำให้ความเข้าใจตนเองนี่มันแผ่ขยายไปสู่แขกที่เข้ามา แล้วแขกก็ Word of Mouth ต่ออะไร ส่วนแขกที่มาพักก็ค่อนข้างมี Attitude เดียวกับเรา คือถ้าเขาต้องการ Party มากๆ ก็จะไม่เลือกเราอยู่แล้ว

นอกจากนี้ก็มีเรื่องดีไซน์เห็นชัด แล้วก็เรื่องของ Authentic Experience ที่อยู่ในรีวิว มี Activity ทุกวัน ผมว่า Once Again เป็นสถานที่ที่ทำให้หลาย ๆ คนจะต้องทำ Activity คือแบบว่ามัน Set Standard ใหม่ให้กับ Industry ประมาณนึงว่า ถ้าคุณจะทำ Hostel คุณต้อง Get Together คนได้ มันไม่ใช่แค่การ Provide Affordable Bed อย่างเดียว แต่ว่ามันคือ Experience ใหม่ ๆ ซึ่งของเราก็จะโฟกัสที่ Authentic Experience มาก ๆ

 

SME ONE : สมมติว่ามีพนักงานออฟฟิศมีบ้านอยู่เชียงคาน อยากจะกลับไปทำ Hostel  มีคำแนะนำอะไรไหม

คุณศานนท์ : อาจจะต้องดู 2 เรื่อง 1. ต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่ามีอะไรที่เราจะทำมันต่อไปไม่ว่าจะเจออะไร มีสิ่งที่เราไม่ยอมแพ้กับมันไหม มีสิ่งที่เราอยากทำหรือไม่ อย่างเช่น บางคนอาจจะชอบแบบคุยกับคนมาก ชอบเอาคนไปนู่นไปนี่อะไรอย่างนี้ก็ทำเลย เราต้องลองหาตัวตนตรงนี้ก่อน 2. Verify Market ว่ามันมีตลาดไหม ถ้ามันไม่มี Existing Market มันมี Trend ไหม มี Potential Customer เราไหม มี Unmet Need ของลูกค้าไหม Verify แค่ 2 ด้านเนี่ย เราชอบมากแต่ว่า Demand ไม่มี ก็ไม่คุ้มที่จะเสี่ยง เพราะกลายเป็นว่าตลาดมีสินค้าทดแทนหมดเลย แล้วถ้าเราไม่สามารถดึง Share มาได้ก็ลำบาก แต่ถ้าทำแบบเป็นงานอดิเรก มองว่ามันไปได้ทั้งคู่

อย่างที่นี่เราก็ต้อง Verify แล้วก็ Ensure ว่ามีลูกค้าจริง ๆ อาจจะมี Testing Period หรือว่าอาจจะทำ Research เล็กๆ ก่อน ส่วนจะเลือกลงทุนทำที่พักแบบไหน ถ้าเรา Verify Market ได้ชัดเจน เราจะได้ Target เอง มันจะได้คำตอบที่ชัดเจน โอเค

 

SME ONE : ถ้ามีงบประมาณที่จำกัด เราควรให้ความสำคัญด้านไหนมากที่สุดก่อน

คุณศานนท์ : ถ้าเราได้ Target เราได้เป้าหมาย ได้ Concept ทุกอย่างแล้ว เรามี Budget อยู่ก้อนนึง ถามว่าควรจะแบ่งอย่างไร อันดับแรก เอาวิธีการสร้างก่อน ถ้าตอนเริ่มสร้าง เราต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า Key Success Factor ก่อน เช่น Hostel จะมี 3 Key Success Factor คือ Pricing, Location และ Design & Facility 3 สิ่งนี้ต้อง Win คือหมายความว่าลูกค้าจะเลือกก็ต่อเมื่อ Pricing โอเค Location โอเค Design โอเค ส่วนรีวิวนี่อีกเรื่องหนึ่ง

ผมคิดว่า 3 สิ่งนี้ต้องลงทุนกับมัน Pricing สัมพันธ์กับ Location ก็คือต้องหาที่ที่มันโอเค ถ้าได้ที่ที่ดีก็น่าลงทุน อันที่ 2 ก็ต้องเข้าใจตลาด อย่างเช่น Market มัน Red Ocean มากไหม อย่างตอนผมเริ่มอะ คือไม่เลย ผมมาถึง ผมแทบจะไม่ต้องใส่ Marketing อะไรเลย เราก็ได้ลูกค้าแล้ว แต่ถ้าเราดันมาอยู่ใน Stage ที่มัน Red มาก แข่งขันสูงมากๆ ก็ต้องกัน Budget ไว้ลงก้อนนี้ด้วย อันที่ 3 คือ Design & Facility อันนี้ก็ต้องจัดเต็ม นั่นคือเหตุผลที่ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับดีไซน์มาก แล้วก็ลงไปเยอะ อันนี้คือการเข้าใจ Key Success Factor ของตัวธุรกิจตัวเองก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผม Define มาจากการ

 

SME ONE : ในธุรกิจบริการ คะแนนรีวิวจากคนพักจริงมีผลในการทำธุรกิจ เราบริหารอย่างไรในกรณีที่เกิดความคิดเห็นเชิงลบ

คุณศานนท์ : ยอมรับว่ามีผล ตรงที่เป็นส่วน Negative ส่วนใหญ่เกิดจากเขาตั้งความหวังไว้สูง ส่วนใหญ่ที่เจอคือ จุดที่เราทำได้ไม่ดี เช่น เรื่องความสะอาด เพราะบางทีคนมันเยอะ มันก็จัดการยาก ถ้าแบบรุนแรงยังไม่เคย สำหรับความคิดเห็นของคนไทยก็มีแบบนอนรวม ห้องน้ำแยก ก็มีบ้างที่ผิดหวัง เขารู้สึกแบบว่าน่าจะดีกว่านี้ คือเขาช่วย List มาเป็น 10 ข้อเลย อันนี้เหม็น อันนี้ดูเก่าแล้ว อะไรอย่างนี้ ซึ่งถ้าถามผมจริง ๆ เราเห็นแหละแต่ว่า Priority ของพวกนี้ สำหรับฝรั่งจะต่ำกว่า หมายความว่าพอเรารู้จักลูกค้า เราก็จะใส่ใจกับสิ่งที่เขาต้องการมากกว่า คือมันก็อาจจะไม่ได้เป็น Standard ของคนเอเชียขนาดนั้น ที่แบบว่าทุกอย่างมันต้องเนี้ยบ ฝรั่งเขาก็ค่อนข้างสบายกับเรื่องนี้ แต่ว่าเขาจะไปซีเรียสกับเรื่องที่มันเป็น Software หรือว่า Programming ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่า

 

SME ONE : ถ้าพูดถึงคำว่า Authentic กับ Design เราสามารถใช้ของตกแต่งราคาถูก ได้หรือไม่

คุณศานนท์ : ได้สบายมาก จุดสำคัญคือเราต้องเข้าใจว่าลูกค้าเป็นใคร อย่างของผมคือลูกค้าที่ Backpack เพราะฉะนั้นเขาต้องการอะไรที่มัน Trendy เพราะมันเป็น Generation ใหม่ เขาต้องการรู้สึกแบบ Lifestyle มัน Trendy แต่ว่าในขณะเดียวกันเขาไม่ต้องการแบบ Luxury Service เขาต้องการอะไรที่มันง่าย ๆ สบาย ๆ Authentic อย่างอาหารในโรงแรมผมนี่คือใส่จานง่าย ๆ ได้เลย ทุกอย่างมันสบาย ๆ ได้ ในมุมผมก็คือการตอบสนอง Need ออกมา เช่นคำว่า Trendy อย่างนี้ ผมก็ต้องทำให้ที่นี่มันดู Vibe ดูโมเดิร์น ให้ความรู้สึก Trendy สมมติว่าถ้าออกแบบไม่ดี รู้สึกเหมือนนอนในวัด หรือนอนที่มันไม่รู้สึก Trendy เขาก็อาจจะไม่เลือกเราตั้งแต่แรก ก็อาจจะ Authentic ไปสักนิดนึง

เราก็อาจจะต้องเข้าใจว่าตรงไหนที่มันพอดีกับกลุ่มเป้าหมายเรา ขณะเดียวกันคำว่า Authentic ผมคิดว่า ความสำคัญของมันคือการไม่ปรุงแต่ง ที่พักนี่พูดยากว่าจะไม่ปรุงแต่งยังไง เพราะยังไงก็ต้องมีการออกแบบ แต่ว่าสิ่งที่เรานำเสนอที่เป็น Software เช่นงานบริการเราไม่ต้องปรุงแต่งได้ เราสามารถเชื้อเชิญให้เค้าไปเจอความ Authentic ได้

 

SME ONE : ปีนี้ขึ้นปีที่ 5 ของ Once Again Hostel เราเคยสำรวจไหมว่าชุมชนรอบตัวเราดีขึ้นอย่างไร

คุณศานนท์ : ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าแถวนี้ดีขึ้นมาทั้งหมด แต่เราไม่เคลมว่าขึ้นเพราะเราคนเดียว ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างงั้น แต่ว่าโดยรวมๆ สภาพแวดล้อมดีขึ้น สังคมดีขึ้นจริง ๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน อย่างที่นี่ตั้งแต่ผมเข้ามาถ้ารวม Research ด้วยก็ปีที่ 6 เราเริ่มเห็นว่าลูกหลานบางคนเขาเพิ่งกลับมาทำ มาช่วยที่บ้าน อย่างร้านโชว์ห่วย 2 ร้านข้างๆ ก็ปรับใหม่เป็นแบบ Trendy มาก แบบ Modern แต่ว่ายัง Antique อยู่ หรืออย่างร้านข้าวต้มเป็ด 2 ร้านก็กลับมาเป็น Gen ใหม่แล้ว Gen นี้เขาก็ทำร้านใหม่ ร้านข้าวต้มเป็นเจี่ยอ้วนเขากลับมาจากออสเตรเลียพอดี เราก็นั่งคุยกับเขา เขาก็แบบทำแบบจริงจังขึ้นมา อย่างของอ้วนข้าวต้มเป็ดเจ้าเก่า รุ่นลูกก็มาทำ เราก็ไปช่วยทำเมนูให้ แล้วก็ร้านคุณป้าข้างหน้า เราก็มีไปทำเมนู ไปช่วยทำภาษาอังกฤษ ภาษาจีนอะไรให้ แล้วก็มีร้านโชว์ห่วยที่ไปเปิดบาร์ก็มี เพราะว่าเราไม่ได้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผมว่ามันก็ดีขึ้นทั้งละแวก


 

ความท้าทายในอนาคตของธุรกิจด้านนี้

 

SME ONE : จากนี้ต่อไปอะไรคือความท้าทายของ Once Again Hostel

คุณศานนท์ : อยากกลับมาเปิดอีก แต่โรงแรมเรามันถูกทำมาเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตอนนี้มันถูกล็อก ก็เลยตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่ถ้ากลับมาเปิดเราจะไม่ทำเหมือนเดิม เราน่าจะหาอะไรใหม่ ๆ ไปเลย เช่นอาจจะปรับส่วนหนึ่งเป็นที่พัก หรืออาจจะหาอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนไทยมากขึ้น ที่เป็น Domestic Need จริง ๆ คือแต่ก่อนเรามองลูกค้าอินเตอร์ซะเยอะ น่าจะเกิน 95% โรงแรมผม คือถ้าไม่ใช่งานวิ่งคนไทยแทบไม่มีเลย ส่วนจะปรับอย่างไรตอนนี้ก็กำลังคิดกันอยู่ เพราะมันเป็นอุบัติการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน แล้วมันก็ค่อนข้างช็อกเราพอสมควร ก็อาจจะเน้นไปใน Segment ของเด็กเลย อาจจะกันพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็น หอพัก เป็น Student Dorm แต่เป็น Student Dorm ที่ดีไซน์หน่อย แล้วก็อาจจะทำให้เค้าได้ Self Development มากขึ้น เราจะดึงคนมาทำงานด้านสังคมมากขึ้น หรือชอบงานในลักษณะที่เราเป็นอยู่แล้ว ก็อาจจะคัดเลือกคนที่ชอบแนวนี้มาอยู่ด้วยกัน 

ส่วนตอนนี้ที่เราทำก็คือ พัฒนา Service ใหม่ ๆ อย่างเช่นที่เราทำ Food Delivery ขึ้นมา เป็นการ Diversify เลย ก็คิดว่าจะเป็นอนาคตของทีมใหม่ด้วย คือแยกตัวออกจากฝั่งที่เป็น Hospitality ไปเลย ส่วนฝั่ง Food ก็ทำเพิ่ม ตอนนี้เราแบ่งทีมประมาณ 20 คนไปอยู่ Food เลย ทำอาหารจริงจัง ก็ตอนโควิดเราทำปิ่นโต ช่วงนี้เราก็เริ่มทำอาหารอื่น ๆ ที่ Alternative มากขึ้น ทีมที่เป็น Hospitality จะเหลือน้อยมาก 

ถ้าถามผม เราแทบจะไม่คิดถึงนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ ในช่วง 2 ปีนี้ เราจะปรับเป็นที่พักระยะยาวไปเลย ให้กับคนไทย อย่างที่บอกไป ผมคิดว่าธุรกิจ Hostel มันอ่อนไหวมากๆ หมายความว่า ถ้าเชนโรงแรม 5 ดาว ลดราคาลงมาเหลือ 1,000 บาท Hostel ก็ไม่เหลือพื้นที่ที่จะทำแล้ว แล้วผมคิดว่าถ้า Chain ใหญ่ขนาดนั้นเขายังไม่ไหว Dump ราคาลงมา แล้ว Hostel จะเอาอะไรไปสู้ เพราะฉะนั้นผมมองว่าสถานการณ์ Hostel น่าจะฟื้นตัวช้าสุดในตลาด

 


 

บทสรุป

สำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นธุรกิจ Hostel ควรจะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจอย่างมาก ก็คือ Pricing, Location และ Design & Facility เมื่อได้ครบทั้ง 3 ส่วนแล้ว ยังต้องสำรวจพื้นที่ว่าทำเลที่เราจะไปเปิดบริการนั้น มีการแข่งขันสูงที่รุนแรงมากน้อยเพียงใด รุนแรงถึงขั้นตัดราคากันหรือไม่ ถ้ามีการแข่งขันที่รุนแรงมากๆ ก็จำเป็นต้องกัน Budget ไว้สำหรับทำการตลาดในช่วงเปิดกิจการด้วย

 


Published on 18 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความแนะนำ

เปิดมุมมองผู้อำนวยการสสว. "จะเป็นเจ้าของธุรกิจได้ ต้องมี Mindset"

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ

“เจาะกลยุทธ์ใช้ Technology รับวิถี Now Normal” กับ 4 ต้นแบบผู้ประกอบการยุคใหม่

เก็บตกจากเวทีการประชุมเผยแพร่ผลการศึกษา “แนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ SME” ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและขับเคลื่อนแผนการส่งเสริม SME” ซึ่งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก 

โดยมีต้นแบบ SME ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพธุกิจ หรือสร้างจุดเปลี่ยนจนพลิกวิกฤติธุรกิจได้สำเร็จ มาร่วมเสวนา “เจาะกลยุทธ์ใช้ Technology… นำ SME รับวิถี Now Normal” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์ ได้แก่

คุณมารุต ชุ่มขุนทด CEO และ Co-founder “Class Café” ร้านกาแฟจากโคราช ที่ใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์แบบ Startup ในการขับเคลื่อนธุรกิจในรูปแบบ “Open Coffee Platform” จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญในภาคอีสาน หลังเปิดร้านกาแฟสาขาแรกในห้องแถวกลางเมืองโคราช ชูจุดขายเป็น “กาแฟพรีเมี่ยม” พร้อมๆ กับการสร้างแบรนด์ผ่านการใช้ “Story Telling” โดยดึงเทคโนโลยีมาเป็นฐานของธุรกิจ เพื่อตอบโจทย์ที่ว่า “เมื่อจะลาออกมาขายกาแฟ อย่าคิดแค่เปิดร้านกาแฟ แต่ต้องคิดเปิดเชนกาแฟ” พร้อมปรับโมเดลธุรกิจ พัฒนาร้านให้เป็น Co-Working Space พัฒนาช่องทางขายผ่านเว็บไซต์ และ Application ที่สำคัญในช่วงวิกฤติ Covid-19 ยังสามารถฝ่ามรสุมด้วยรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มไลน์สินค้าเป็นกาแฟขวดใหญ่ ทำ Class พุ่มพวง ทำ Class Agent ทำ Flash Sale และออกโปรโมชั่นต่างๆ จนทำให้ยอดขายพุ่งเกินกว่าก่อนช่วงวิกฤตินับเท่าตัว

คุณกรพล แก้วกรรณิพากร ทายาทรุ่นที่ 2 ของร้านขาหมูในตำนานย่านดินแดง “ข้าวขาหมู พ.4” ผู้พลิกโฉมจากร้านตึกแถวดั้งเดิม สู่ร้านค้าทันสมัยที่พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์และคุณค่าให้ลูกค้าผ่านเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ทั้งการต้มขาหมูที่ถอดความรู้ความชำนาญออกมาเป็นสูตรใช้กับ “เครื่องซูวี” ใช้เครื่องล้างจานอัตโนมัติ เพจเจอร์เรียกคิว ที่ช่วยลดการใช้แรงงาน และวางระบบบริหารจัดการร้านเพื่อตอบความต้องการสร้างร้านที่ไม่ต้องมีคนบริการ พร้อมทั้งขยายสู่การทำ Cloud Kitchen ในพื้นที่สีลม สาธร และพื้นที่ใกล้เคียง และอยู่ระหว่างพัฒนา “ขาหมูสู้โควิด” เป็นสินค้าพร้อมรับประทาน ด้วยความเชื่อที่ว่า “เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยที่ดี แต่ใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องควบคู่ไปกับการให้บริการด้วยอัธยาศัยไมตรีแบบเดิมๆ ไปด้วย”


คุณอานันท์ สุขุมภาณุเมศร์ ผู้ก่อตั้ง Shipyours ผู้ให้บริการคลังสินค้าออนไลน์ Fulfillment Service เจ้าแรกในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปมปัญหาการดำเนินธุรกิจในอดีตที่เมื่อยอดขายสินค้าจะเติบโต ก็ต้องเจออุปสรรคไม่มีศูนย์กระจายสินค้าเป็นของตัวเอง ส่งผลให้กิจการไปต่อยาก จึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ เริ่มธุรกิจใหม่ Fulfillment Center หรือ คลังสินค้าออนไลน์ ให้บริการตั้งแต่รับจัดเก็บสินค้าของลูกค้า เมื่อมียอดสั่งซื้อจะทำการแพ็ค มีระบบบาร์โค้ดจัดการสต็อกสินค้าและส่งสินค้าออกไปยังผู้รับ มีระบบเชื่อมโยงกับ Lazada/ Shopee และ JD มีเครื่องมือช่วยการขายอย่าง S-commerce พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับบริษัทรับจัดส่งสินค้า เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry ฯลฯ ขณะเดียวกันยังมีระบบบริหารจัดการข้อมูลให้ลูกค้าเพื่อใช้วางแผนการตลาด ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ อย่างครบวงจรผ่านระบบ Online 

คุณมโนสิทธิ์ แจ้งจบ เจ้าของ Beehive Phuket Old Town Hostel จากวิศวกรแมคคาทรอนิกส์ที่สั่งสมประสบการณ์ทำงานในเมืองกรุงกว่า 12 ปี เมื่อต้องกลับบ้านเกิด จ.ภูเก็ต ได้เริ่มแนวคิดการทำ Budget Hotel เพื่อลบล้างความรู้สึกของคนทั่วไปที่ว่า “เที่ยวภูเก็ตแพง” หรือ “มาภูเก็ตไม่ใช่ทะเลก็เที่ยวได้” พร้อมๆ กับมุ่งชุบชีวิตย่านเมืองภูเก็ต โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวจุดประกาย สร้างแผนที่เส้นทางท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าที่รวมสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส วิถีวัฒนธรรมและอาหารท้องถิ่น (Gastronomy) จนได้รับความนิยมแพร่หลาย สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน สร้าง Story Telling ผ่าน Social Media พร้อมกับพัฒนา Platform การท่องเที่ยวชื่อ Travelism หรือ Beehivetrip.com และแม้วิกฤติ Covid-19 จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับธุรกิจท่องเที่ยวของภูเก็ต ก็ไม่ย่อท้อ ไม่หยุดนิ่งที่จะปรับปรุงกิจการและทำช่อง YouTube: Stay Home Phuket ด้วยเป้าหมาย “อยากเป็นสื่อกลางที่มีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรักเมืองไทยตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง

“นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นแบบ SME ที่เรียนรู้ ปรับตัว สู้ไม่ถอย ไม่ยอมแพ้ปัญหา และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้ประกอบการที่สนใจ นำไปปรับใช้เพิ่มขีดความสามารถธุรกิจตนเองต่อไป !!” 

Published on 18 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

สสว. ร่วมกับ มจธ. เผยผลการศึกษา แนวทางการส่งเสริม SME ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

ในยุคที่ Technology/ Digital ได้ปฏิวัติและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่สิ่งนี้มีทั้งสร้างโอกาส ความท้าทาย แต่อีกจำนวนไม่น้อยก็กลายเป็นอุปสรรคจนธุรกิจสะดุด !!

ดังนั้นเพื่อให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงได้ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ดำเนินการศึกษา “แนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ SME” ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและขับเคลื่อนแผนการส่งเสริม SME”

ผศ.ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา หัวหน้าโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  เปิดเผยว่า จากการศึกษาผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายที่ครอบคลุมธุรกิจที่มี SME เป็นจำนวนมาก ได้แก่ 1) ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่ม 2) ธุรกิจโรงแรม-ที่พัก 3) ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก และ 4) ธุรกิจขนส่ง-สถานที่เก็บสินค้า พบว่า ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี มีตั้งแต่ตัวผู้ประกอบการเอง ที่มีความกังวลเรื่องเงินลงทุน ขาดความรู้และกลัวความยุ่งยากในการใช้เทคโนโลยี  ขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วจนตามไม่ทัน หรือแม้จะมีเทคโนโลยีให้ใช้ฟรีแต่ SME ไม่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเองได้ และอีกด้านที่สำคัญคือ Ecosystem ของประเทศไทย ไม่ทันต่อการถูก Technology Disrupt ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะนำ รวมถึงขาดแหล่งรวบรวมความรู้และเทคโนโลยีเพื่อให้ SME เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้สะดวก

“ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริม SME ให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจในระดับที่เหมาะสมกับตัวเอง มีตั้งแต่เรื่องความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยี สภาพแวดล้อมทางธุรกิจซึ่งรวมถึงความจำเป็นในการเลือกใช้หรือพัฒนาเทคโนโลยี ความรู้ทักษะของผู้ประกอบการ และนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมสนับสนุน”

โดยความสามารถของผู้ประกอบการ ที่สะท้อนได้จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1) กลุ่ม New User หรือกลุ่มใช้เทคโนโลยีหน้าใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยี เช่น เครื่องมือออนไลน์เพื่อติดต่อกับลูกค้าแต่ยังขาดความรู้ในการเลือกใช้ให้เข้ากับธุรกิจ
2) กลุ่ม Tech Shopper หรือกลุ่มที่มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถเลือกซื้อเทคโนโลยีมาใช้งานตามความต้องการได้ ขณะเดียวกันมี Tech Provider และเทคโนโลยีมาตรฐานพร้อมใช้งาน ขายในท้องตลาด
3) กลุ่ม Tech Customization หรือกลุ่มที่สามารถพัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับธุรกิจ เป็นต้นแบบให้ธุรกิจที่คล้ายกัน นำไปปรับใช้ได้ แต่ยังต้องการความช่วยเหลือในระยะเริ่มต้น และ
4) กลุ่ม Tech Innovation หรือกลุ่มผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อตอบความต้องการทางธุรกิจด้วยตนเอง จนกลายเป็นเจ้าของ Technology หรือ Platform ที่ให้คู่ค้าหรือลูกค้ามาใช้งาน หรือสามารถขายเป็น Tech Solution ให้รายอื่นได้

ดังนั้น แนวทางการส่งเสริม SME ให้นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ก็ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับความสามารถของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม ซึ่งโดยภาพรวมของการสนับสนุน ส่งเสริม ควรมีตั้งแต่ สนับสนุนเงินลงทุนในลักษณะ Voucher ด้านเทคโนโลยี หรือสนับสนุนซอฟต์แวร์สำเร็จรูป เช่น ระบบบัญชี การบริหารจัดการ ฯลฯ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ สร้าง Cluster ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยี SME อย่างเบ็ดเสร็จ สร้างแพลตฟอร์มให้เกิดการจับคู่ระหว่าง SME กับ Service Provider ผู้ผลิตและจำหน่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาให้เกิด tTAP (Technology Assistance Program) เพื่อเป็นอีกช่องทางในการสนับสนุนทางการเงินด้านเทคโนโลยีสำหรับ SME ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าเดิม  (Finance scheme for Technology SME) จัดทำแผนการลงทุนในรูปแบบของ Matching Fund และ Performance Sharing ร่วมกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ สร้างกลไกสนับสนุนด้วย Expert Team Mentoring และมีมาตรการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค เป็นต้น

  อย่างไรก็ดี ผลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ สสว. จะนำไปเป็นข้อมูลการจัดทำแนวทางหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ต่อไป

Published on 18 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ

สื่อสังคมออนไลน์ ใช้โปรโมทร้านและสินค้าอย่างไรให้ติดตลาด

หัวข้อ : สื่อสังคมออนไลน์ ใช้โปรโมทร้านและสินค้าอย่างไรให้ติดตลาด
อ่านเพิ่มเติม : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/sme-promote-product-in-social-media.html

 

สื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญของผู้ประกอบการในการเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และสร้างการรับรู้ให้กับตัวแบรนด์มากยิ่งขึ้น ด้วยข้อดีของสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในจำนวนมาก สามารถโต้ตอบกันได้ทันที รู้ฟีดแบ็กของสินค้าว่าเป็นเช่นไร จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันไม่ควรมองข้ามการทำการตลาดบนสื่อสังคมออนไลน์

สื่อสังคมออนไลน์มีหลากหลายแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบควรคิดให้ถี่ถ้วนว่าควรนำเสนอเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มเหล่านั้นอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งแต่ละสื่อสังคมออนไลน์จะมีวิธีโปรโมทสินค้าที่ขายอยู่อย่างไรให้ติดตลาดเป็นที่พูดถึงมาดูกันเลย

 

1. เฟซบุ๊ก (Facebook) 

ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2562 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่าคนไทยนิยมขายของผ่านทางเฟซบุ๊ก คิดเป็นสัดส่วนถึง 64% โดยให้เหตุผลว่าเป็นช่องทางที่ง่ายที่สุด สำหรับผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งแบ่งหัวข้อได้ดังต่อไปนี้

- สร้างความเชื่อมั่นและสร้างตัวตน ด้วยการหมั่นโพสต์รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าบ่อย ๆ โต้ตอบกับคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นบนเพจของร้าน

- การขายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นการสื่อสารด้วยการใช้ตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องของบทความเป็นอย่างมากว่าจะมีวิธีการนำเสนออย่างไรให้น่าดึงดูดใจลูกค้า 

  • อาจจะเขียนอธิบายว่าสินค้าที่ขายจะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างไร
  • สินค้าจะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าอย่างไรบ้าง 
  • เทคนิคของการเขียนนั้นควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ใส่ความเป็นกันเอง หรือจะคิดคำใหม่ ๆ ให้ดูน่าติดตาม

- รูปภาพสินค้าที่ใช้ประกอบก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน รูปภาพสินค้าควรมีความใกล้เคียงกับสินค้าจริงมากที่สุด เพื่อป้องกันเรื่องร้องเรียนที่จะสร้างความเสียหายให้กับแบรนด์ตามมาภายหลัง อย่าลืมใส่โลโก้แบรนด์ หรือลายน้ำเข้าไปในรูปภาพด้วย จะได้เป็นการสร้างรับรู้ว่าเป็นสินค้าจากแบรนด์ของเรา

- ลองใช้เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส (Facebook Marketplace) พื้นที่ให้โพสต์ขายสินค้าได้แบบฟรี ๆ หรือลองสร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกสามารถรับรู้เรื่องราวของสินค้าที่ขายอยู่โดยตรง เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

- อย่าลืมจัดโปรโมชั่น โดยอาจจะมอบส่วนลดให้กับลูกค้ารายใหม่ เมื่อซื้อสินค้าตามราคาที่กำหนด รวมถึงการแชร์โพสต์โปรโมชั่นเพื่อรับส่วนลดพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ตรงที่เป็นการโปรโมทสินค้าให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ได้เห็น

 

2. ยูทูป (YouTube)

แพลตฟอร์มที่นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอ มีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้เพื่อโปรโมทสินค้ามากขึ้น ยังมีข้อมูลว่ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ระบุว่าการทำวิดีโอช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และมีแนวโน้มที่จะมาเป็นลูกค้าของร้านในที่สุด ผู้ประกอบการสามารถใช้ไอเดียสร้าเนื้อหาวิดีโอคุณภาพขึ้นมาที่มีความสอดคล้องกับสินค้า ดังต่อไปนี้

- ทำวิดีโอรีวิวสินค้า เป็นการโฆษณาสินค้าอีกทางหนึ่งให้กับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้เป็นลูกค้าของแบรนด์ให้รู้จักกับสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสให้พวกเขาเหล่านี้ได้กลายมาเป็นลูกค้าต่อไปในอนาคต

- หากเป็นสินค้าที่ต้องมีขั้นตอนการใช้งานที่ซับซ้อน เช่น เครื่องมือเกี่ยวกับเทคโนโลยี การทำวิดีโอวิธีสอนการใช้งานก็จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจขั้นตอนได้ง่ายขึ้น

- ทำวิดีโอถาม-ตอบเกี่ยวกับสินค้า รวบรวมคำถามที่มักเจอบ่อยเวลาขายสินค้า มาทำวิดีโอเพื่อคลายข้อสงสัยให้กับลูกค้า

 

3. อินสตาแกรม (Instagram)

แพลตฟอร์มที่มีจุดเด่นในเรื่องการนำเสนอรูปภาพที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับผู้ประกอบการที่จะขายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ ที่เน้นความสวยงามของสินค้าเป็นหลัก

ข้อควรรู้สำหรับผู้ประกอบการที่จะขายสินค้าผ่านอินสตาแกรม คือ

- ควรเลือกสมัครบัญชีประเภทธุรกิจ ซึ่งออกแบบมาเพื่อขายสินค้าโดยเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสถิติวิเคราะห์ เช่น จำนวนคนติดตาม, จำนวนคนเข้าถึงโพสต์, จำนวนครั้งที่มีการโพสต์ ให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาในงานขายให้ดียิ่งขึ้น

- ควรให้ความสำคัญกับความสวยงามของรูปภาพเป็นที่สุด จัดวางตำแหน่งของสินค้าที่ดูโดดเด่น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ที่มักจะสะดุดตาดูรูปภาพที่มีความสวยงาม 

- สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้วให้ถ่ายรูปพร้อมกับติดแท็กของแบรนด์ ซึ่งเปรียบเหมือนกับการรีวิวสินค้า สร้างการรับรู้ให้เป็นที่รู้จักกับผู้พบเห็น หากสินค้าถูกใจพวกเขาก็จะกดเข้ามาตรงแท็กเพื่อเข้ามาดูผู้ประกอบการมีสินค้าอะไรบ้าง ซึ่งวิธีนี้เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่หลายแบรนด์ใช้กันเวลาโปรโมทสินค้าผ่านอินสตาแกรม

 

4. ติ๊กต็อก (TikTok)

แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่กำลังมาแรงทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดมีบริการใหม่ที่เรียกว่า ติ๊กต็อกเพื่อธุรกิจ (TikTok For Business) สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง สามารถโปรโมทสินค้าสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

- ติ๊กต็อกถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งเหมาะกับการทำการตลาดของผู้ประกอบการที่จะสร้างสรรค์ไอเดียตามแบบฉบับของตัวเอง

- ด้วยความที่เป็นแพลตฟอร์มด้านความบันเทิง วิดีโอที่ทำออกมานั้นต้องมีความไม่เหมือนใคร โดยอาจจะนำลูกเล่นที่มีของติ๊กต็อก เช่น การร้องเพลง การเต้นตามจังหวะเพลง หรือการลิปซิงบทสนทนา มาใช้ให้เกิดประโยชน์ 

- การสร้างชาเลนจ์เพื่อให้ผู้ใช้คนอื่นทำตาม โดยอาจจะสอดแทรกสินค้าเข้าไปเพื่อโปรโมท ช่วยสร้างการรับรู้ออกไปในวงกว้าง

 

 

Published on 18 September 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความแนะนำ