e-Withholding Tax ทางเลือกใหม่ หักภาษี ณ ที่จ่าย จบ ครบ ง่าย ในที่เดียว

 

เอสเอ็มอีไม่ว่าจะแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ล้วนแต่ต้องเสียภาษีก่อนที่จะถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ไว้ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินได้ ตามประเภทภาษีเงินได้และอัตราภาษีที่กำหนด เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ก็มีสิทธินำภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายนั้น ไปหักออกจากจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย และเสียภาษีเพิ่มเฉพาะส่วนที่เหลือหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว 

 

หากทบทวนดูแล้ว ระบบหักภาษี ณ ที่จ่าย อาจสร้างภาระมากมายและยังเป็นต้นทุนที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เช่น

- ทำให้เกิดหน้าที่ของผู้จ่ายเงินได้ ที่ต้องหักภาษีทุกครั้งเมื่อมีการจ่ายเงินได้แล้ว 

- ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้รับเงินเพื่อใช้เป็นหลักฐาน

- ต้องจัดทำแบบสรุปภาษีหัก ณ ที่จ่ายประจำปียื่นต่อกรมสรรพากร 

 

กรมสรรพากรจึงได้พัฒนาระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบ e-Withholding Tax เป็นวิธีการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในรูปแบบใหม่ โดยผู้จ่ายเงินสามารถนำส่งข้อมูลและเงินภาษี พร้อมกับการทำรายการสั่งโอนชำระเงินผ่านธนาคารที่เป็นผู้ให้บริการระบบ e-Withholding Tax แทนการยื่นแบบเป็นกระดาษ หรือผ่านอินเทอร์เน็ต (e-Filing) 

- รองรับการนำส่งภาษีเงินได้ แบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.2, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53, ภ.ง.ด.54 

- รองรับการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบ ภ.พ.30, ภ.พ.36 

 

ผู้ประกอบการสามารถใช้บริการรับชำระเงินจากธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ e-Withholding Tax กับกรมสรรพากร โดยเมื่อมีการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับเงินทั้งในและต่างประเทศ ผู้จ่ายเงินได้ประเภทที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องแจ้งข้อมูลดังต่อไปนี้ ให้ธนาคารทราบ

  1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงิน
  2. ชื่อหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงิน 
  3. ระบุประเภทของเงินได้พึงประเมินและจำนวนเงินได้ที่ผู้จ่ายเงินได้นำส่ง
  4. จำนวนภาษีที่หักหรือนำส่ง

 

สำหรับการทำงานของระบบ e-Withholding Tax มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

  1. ผู้จ่ายเงินสั่งโอนเงินพร้อมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับเงิน และภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่อธนาคารของผู้จ่ายเงิน
  2. ธนาคารผู้จ่ายเงินออกหลักฐานการนำส่งภาษีให้แก่ผู้จ่ายเงินและผู้รับเงิน
  3. ธนาคารผู้จ่ายเงินโอนเงินและข้อมูลการหักภาษีให้แก่ธนาคารของผู้รับเงิน
  4. ธนาคารผู้จ่ายเงินแจ้งโอนเงินให้แก่ธนาคารของผู้รับเงิน และธนาคารของผู้รับเงินโอนเงินให้แก่ผู้รับเงิน
  5. ธนาคารผู้จ่ายเงินนำส่งภาษีและข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กรมสรรพากร
  6. กรมสรรพากรออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้จ่ายเงิน ซึ่งผู้รับเงินและผู้จ่ายเงินสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้บนเว็บไซต์กรมสรรพากร

 

 

ประโยชน์ของระบบ e-Withholding Tax สำหรับผู้จ่ายเงิน นอกจากสามารถลดต้นทุนจากการไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี และไม่ต้องออกและจัดเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ยังได้รับความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายบนเว็บไซต์กรมสรรพากรและได้รับใบเสร็จรับเงินจากกรมสรรพากรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

 

เท่านั้นยังไม่พอ ทั้งธนาคารผู้ให้บริการระบบ e-Withholding Tax และผู้หัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ยังสามารถนำรายจ่ายเพื่อการลงทุนในระบบ e-Withholding Tax มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้ถึง 2 เท่า และสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจที่สุด ก็คือ ผู้ที่ใช้บริการ e-Withholding Tax จะได้รับการจัดให้เป็นผู้ประกอบการกลุ่มดีได้ง่ายขึ้น ทำให้ถูกตรวจสอบน้อยลงและกรณีมีการขอคืนภาษี ก็จะได้รับคืนเงินภาษีเร็วขึ้นอีกด้วย

 


 

หัวข้อ : e-Withholding Tax เรื่องภาษีจบได้ในขั้นตอนเดียว
อ่านเพิ่มเติม :www.kasikornbank.com/KSMEKnowledge และ sme.krungthai.com/sme

 

Published on 19 July 2021
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

 

บทความแนะนำ

ธุรกิจมือใหม่ วางแผนเงินทุนอย่างไรให้ไม่สะดุด

 

ไม่อยากเจอกับภาวะเงินสะดุด ต้องวางแผนจัดการทางการเงินให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ลองใช้เทคนิคเหล่านี้มาช่วยวางแผนการเงินให้กับธุรกิจของคุณ 

 

สิ่งแรกที่ต้องคิดและวางแผนให้ดี สำหรับบรรดามือใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจ นั่นคือ “เงินทุน” สำหรับการเริ่มต้นกิจการ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้ว จะมีอยู่ 3 แหล่งด้วยกัน คือ

 

แหล่งทุนที่ 1 “ใช้เงินตัวเอง”

เป็นแหล่งทุนเริ่มต้นทุนที่ความเสี่ยงต่ำสุด เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์น้อย กังวลว่าธุรกิจมีความเสี่ยงที่จะไม่สำเร็จสูง การใช้เงินทุนของตัวเองถ้าไปต่อไม่ได้จริง ๆ อย่างน้อยคือเสมอตัวไม่ได้ติดลบ เพราะไม่ได้กู้ยืมใครมา หากใช้เงินตัวเองในการเริ่มต้นธุรกิจต้องวางแผนสะสมเงินทุนให้ได้สักก้อน อาจจะเป็นการเริ่มต้นจากเงินทุนไม่มาก ทำจากเล็ก ๆ ไปก่อนในช่วงแรก

 

แหล่งทุนที่ 2 “หาหุ้นส่วนเพิ่ม”

การหาทุนเพิ่มจากหุ้นส่วน เป็นหนึ่งทางเลือกในกรณีเงินทุนของตัวเองมีจำกัดหรือไม่เพียงพอ ซึ่งในการเลือกหุ้นส่วนนั้นอย่ามองเพียงแค่ว่าต้องการคนที่จะเอาเงินมาเติมในส่วนที่ขาด แต่ให้มองหาคนที่จะมาเติมความสามารถ หรือศักยภาพในส่วนที่ธุรกิจขาดมากกว่า

 

แหล่งทุนที่ 3 คือ “กู้ยืมจากสถาบันการเงิน”

เป็นทางเลือกที่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่ เพราะด้วยประสบการณ์ที่น้อย ในมุมของสถาบันการเงินการจะเข้าถึงสินเชื่อเพื่อธุรกิจจึงค่อนข้างยาก ทำให้ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งหันไปพึ่งพาการใช้บริการทางการเงินส่วนบุคคล ซึ่งจะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า หากจะใช้สินเชื่อประเภทนี้อาจใช้เป็นตัวประกอบการหาเงินมาเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินธุรกิจคล่องตัวขึ้นจะดีต่อธุรกิจมากกว่า

 

ถ้ากู้เงินจากธนาคาร กู้แค่ไหนถึงไม่เป็นภาระหนักให้ธุรกิจ?

กรณีที่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ถ้าไม่อยากให้กลายเป็นภาระที่หนักจนเกินไปของธุรกิจ สัดส่วนของการชำระหนี้โดยหลักแล้วควรอยู่ระหว่าง 50-70% ของผลกำไรธุรกิจ เช่น 

หากเรามีกำไรจากธุรกิจเดือนละ 100 บาท ควรจ่ายหนี้อยู่ระหว่าง 50-70 บาท เพื่อให้ธุรกิจมีกำไรเหลือสะสม การทำธุรกิจแล้วไม่เหลือกำไรเลย เพราะต้องจ่ายหนี้หมด โอกาสที่ธุรกิจจะไปรอดได้ก็เป็นเรื่องยาก

 

มีเงินสำรองเท่าไร ถึงจะเพียงพอให้ธุรกิจเดินได้?

การทำธุรกิจจำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียน หรือเงินทุนสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งถ้าจะให้แนะนำผู้ประกอบการ หากเป็นสูตรทางบัญชี ให้คิดตามหลักง่าย ๆ ด้วยสูตรนี้ คือ 

ลูกหนี้การค้า + สต็อกสินค้า - เจ้าหนี้การค้า = เงินทุนหมุนเวียน

ยกตัวอย่าง ลูกหนี้การค้า (500 บาท) + สต็อกสินค้า (200 บาท) - เจ้าหนี้การค้า (300 บาท) = เงินทุนหมุนเวียน (400 บาท)

 

แต่สำหรับมือใหม่ ๆ หลายคนอาจจะยังสับสนในเรื่องของลูกหนี้การค้า สต็อกสินค้า และเจ้าหนี้การค้า เพื่อให้ง่ายขึ้นสามารถเปลี่ยนมาใช้สูตรสำเร็จแบบนี้ คือ การคิดว่าจะต้องมีเงินสำรองกี่เท่าของยอดขาย โดยในภาวะปกติ หลายคนอาจบอกว่า ควรมีเงินสำรองสัก 2-3 เท่าของยอดขาย เช่น 

 

มียอดขายได้เดือนละ 100 บาท ควรมีเงินสำรองประมาณ 300 บาท แต่ในช่วงวิกฤต COVID-19 มองว่าผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องมีเงินสำรองถึง 6 เท่าของยอดขาย เพราะอยู่ในสถานการณ์ ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนั่นเอง

 

ถึงจะเป็นมือใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะบริหารจัดการทางการเงินไม่เป็น ยิ่งรู้เทคนิคแบบนี้ด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าการเริ่มต้นธุรกิจของคุณในครั้งนี้ อย่างไรก็ไม่สะดุดแน่นอน

 


 

หัวข้อ : เทคนิควางแผนการเงิน ฉบับมือใหม่
อ่านเพิ่มเติม :https://www.kasikornbank.com/k-sme-inspired

 

Published on 19 July 2021
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

 

บทความแนะนำ

กติกาสากลของการทำ Cross-Border E-Commerce ที่ SMEs ต้องรับรู้

 

ปัจจุบัน การค้าขายบนโลกออนไลน์ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และเติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น ข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือสมาคมอีคอมเมิร์ซ พบว่าในปี 2563 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่า 2.2 แสนล้านบาท เติบโต 35% จากปี 2562 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4-5% ของมูลค่าค้าปลีกโดยรวม

แน่นอนว่าในจำนวนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการค้าขายในรูปแบบของการสั่งสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายหรือ Cross-Border E-Commerce โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายการค้า การคุ้มครองผู้บริโภคและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโค ระบบการชำระเงินออนไลน์ มาตรการควบคุมและจำกัดการโฆษณา เป็นต้น

แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็วให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ส่งเสริมสภาพการแข่งขันที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขณะที่ต้องไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ จึงเป็นความท้าทายของแต่ละประเทศในการดูแลคุ้มครองผู้บริโภคในยุคที่ Cross-Border E-Commerce กำลังเป็นที่นิยม

เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ร่วมกับบริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด จัดโครงการศึกษาวิจัยประเด็นปัญหาและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับ Cross-Border E-Commerce โดยมีกรณีศึกษาจากกลุ่มประเทศต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

 

โจทย์ใหญ่คือการคุ้มครองผู้บริโภค

ชานนท์ วุฒิจรรยารักษ์ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เมื่อผู้บริโภคมีการสั่งซื้อสินค้าและบริการข้ามชาติผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความท้าทายในการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการฉ้อโกง การปลอมปนหรือปลอมแปลงเอกสาร การหลอกลวง การโฆษณาไม่ตรงความจริง การชำระเงินและการคืนเงินสินค้าที่มีปัญหา

“ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกเฉยต่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะทำให้การค้าดิจิทัลมีความน่าเชื่อถือน้อยลง และขาดความสามารถในการก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่” ชานนท์ระบุ

ในเชิงการติดต่อซื้อขาย ถ้าเป็นองค์กรขนาดกลางหรือใหญ่ที่มีฝ่ายกฏหมายคอยตรวจสอบก็อาจจะได้รับผลกระทบจากตรงนี้น้อย แต่ถ้าเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือ SMEs ที่ขาดความชำนาญก็มีโอกาสที่จะถูกหลอกลวงได้

 

โครงการศึกษาในประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคภายใต้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของอังค์ถัด เพื่อวางแนวทางการกำกับดูแลการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน ที่ผู้ประกอบการรายเล็กควรรับรู้ไว้ แบ่งได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้

ช่วงก่อนการซื้อ (Pre-Purchase) ผู้ซื้อต้องมีข้อมูลครบถ้วน ทั้งราคา รูปแบบการชำระเงิน การคืนสินค้า รายละเอียดผู้ขาย เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อได้ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน ต้องมีมาตรการป้องกันการชี้นำให้ทำธุรกรรมอย่างไม่เป็นธรรม

ช่วงการซื้อ (Purchase) ต้องมีการป้องกันสัญญาซื้อขายไม่เป็นธรรม โดยผู้ขายต้องไม่ซ่อน บิดเบือน หรือปกปิดเงื่อนไขในการซื้อขายสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ ต้องมีมาตรการป้องกันการชำระเงินออนไลน์ และระบบป้องกันข้อมูลทางการเงิน ต้องมีมาตรการเก็บรักษาข้อมูลและความเป็นส่วนตัว

ช่วงหลังการซื้อ (Post-Purchase) ต้องมีแนวทางป้องกันข้อพิพาท มีมาตรการชดเชย กรณีที่สินค้ามีปัญหา ต้องมีแนวทางส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน เช่น ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของแต่ละประเทศการกำกับดูแล การคุ้มครองเด็ก กรณีซื้อสินค้าอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

สำหรับประเทศไทย การคุ้มครองผู้บริโภคในช่องทางอีคอมเมิร์ซ มีกฎหมายที่กำกับดูแลในหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีหน้าที่ตรวจสอบโฆษณาและระงับการเผยแพร่โฆษณาที่ผิดกฎหมาย สำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม (สมอ.) ดูแลมาตรฐานสินค้า เป็นต้น

ส่วนกฎระเบียบ ข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค จะมีแนวปฏิบัติของ UN General Assembly เน้นที่ธุรกรรมแบบ B2C รวมถึงข้อบังคับสำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้มีการปฏิบัติที่เท่าเทียมระหว่าง ผู้บริโภคออฟไลน์และออนไลน์ ส่วน OECD มี 1991 Recommendation ที่มีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่ในปี 2016 เพิ่มเติมในส่วนธุรกรรมที่ไม่ใช่ตัวเงิน ผลิตภัณฑ์ดิจิทัลคอนเทนต์ และโทรศัพท์มือถือ

 

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลความท้าทายบนโลกดิจิทัล

นิยามคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล คือ ข้อมูลที่เกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวหรือรู้ตัวของบุคคลนั้นๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการศึกษาประวัติ สุขภาพ สายพิมพ์นิ้วมือ เป็นต้น” ซึ่งประเทศไทยกำลังเตรียมประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งแนวทางการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในปัจจุบัน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองส่วนบุคคล และ 2.จัดทำกระบวนการการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล

สำหรับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จะมีสิทธิดังนี้ คือสิทธิได้รับการแจ้งให้ทราบ สิทธิขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูล และสิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล

ในต่างประเทศมีรูปแบบการออกกฎระเบียบด้านการควบคุมการไหลของข้อมูลจากน้อยไปหามาก เช่น กฎหมายว่าด้วยข้อมูลสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี (Eu’ Regulation on Non-Personal Data) ข้อมูลสามารถเคลื่อนย้ายได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อย่างกฎ GDPR ของยุโรป หรือกำหนดให้มีฐานข้อมูลเฉพาะภายในประเทศอย่าง Vietnam’s 2018 Cybersecurity Law

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับการค้าออนไลน์ เพราะธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเก็บข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก หากมีการรั่วไหล ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด อาจส่งผลเสียหายอย่างมาก ซึ่งอียูมีกฎหมาย GDPR ที่มีบทลงโทษสูง ขณะที่ OECD มีการออกแนวปฎิบัติว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและเคลื่อนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลข้ามพรมแดน ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ต้องเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้ คือ ส่วนหนึ่งของกติการะดับสากลในการค้าขายออนไลน์ที่ SMEs ต้องรับรู้

 


 

Published on 19 July 2021
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความแนะนำ

เปิดร้านค้าออนไลน์ ทำอย่างไรให้คนกล้าซื้อ

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์เป็นที่นิยมมาก ยิ่งในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2563 พบว่า 67.3% ของผู้ตอบแบบสำรวจ เคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ แม้ว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมากว่า 10% แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่งถึง 32.7% ที่ยังไม่ซื้อสินค้าทางออนไลน์ ผลสำรวจออนไลน์ของ CIGI-Ipsos จากกลุ่มตัวอย่าง 24 ประเทศทั่วโลก พบว่า 22% ของคนทั่วโลกบอกว่าพวกเขาไม่เคยซื้อของออนไลน์ เพราะ ‘ขาดความเชื่อมั่นในการซื้อของออนไลน์’

ความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้าทางออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการซื้อขายสินค้าทางหน้าร้าน  เพราะผู้บริโภคไม่ได้พบหน้าผู้ขายโดยตรง ไม่ได้เห็นสินค้าและบริการของจริงก่อนชำระเงิน ทำให้ผู้บริโภคต้องประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ขายจากข้อมูลที่อาจไม่ครบถ้วน

 

ทำอย่างไรถึงจะสร้างความมั่นใจให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณ?

การทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและเชื่อใจในร้านค้าออนไลน์ของคุณนั้น ยังมีความท้าทายมากมายที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนี้ โดยได้มีการแบ่งความท้าทายตามลำดับของพฤติกรรมผู้ซื้อเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ “ก่อนการซื้อ” “การซื้อ” และ “หลังการซื้อ” สินค้าและบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรศึกษาแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข

ก่อนการซื้อ

  1. การได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน (Information asymmetry) : การที่ผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลไม่เท่ากัน เช่น ผู้ซื้ออาจจะไม่ทราบตัวตนและที่อยู่ของผู้ขายทางออนไลน์ เป็นผลทำให้ขาดความเชื่อมั่น หรือการให้รายละเอียดของสินค้าไม่ชัดเจนทำให้ผู้ซื้อเกิดความลังเลใจ
  2. การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair commercial practices) : ผู้ขายมักจะมีการใช้เทคนิคทางการตลาดหลากหลายรูปแบบ ซึ่งบางครั้งมีความกำกวม รวมถึงการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน และการโฆษณาที่อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้
  3. การส่งโฆษณาโดยมิได้ร้องขอหรือสแปม (Unsolicited electronic commercial communications [spam]) : การโฆษณาที่บ่อยเกินไปผ่านทางช่องทางต่าง ๆ เช่น อีเมล กล่องข้อความ โซเชียลมีเดีย อาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัว ก่อให้เกิดความรำคาญใจ และมีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ

 การซื้อ

  1. ความสับสนในตัวผู้ขาย สถานที่ตั้ง และสถานะ (Confusion on seller location and status) : หากผู้ขายไม่แจ้งให้ชัดเจน ในบางกรณีผู้ซื้ออาจสับสนว่าตนเองกำลังซื้อสินค้ากับแพลตฟอร์มโดยตรง หรือกับทางผู้จัดหาสินค้า (Supplier)
  2. การมีช่วงเวลาระหว่างยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อ (Cooling-off period) : ด้วยพฤติกรรมของผู้ซื้อที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ยกเลิกคำสั่งซื้อที่ผิดพลาด จึงควรต้องกำหนดระยะเวลาที่สามารถเปลี่ยนแปลง และยกเลิกคำสั่งซื้อได้
  3. ความปลอดภัยในการชำระเงินออนไลน์ (Online payment security) : ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการชำระเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างความเชื่อมั่นสำหรับเรื่องนี้
  4. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal data protection) : การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลผิดวัตถุประสงค์ หรือการขอข้อมูลมากเกินความจำเป็น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ

หลังการซื้อ

  1. กฎความรับผิด (Liability rules) : หลังการซื้อต้องมีกฎ มาตรการ การรับผิดเมื่อเกิดข้อผิดพลาด เช่น คุณภาพของสินค้าที่ถูกจัดส่งเสียหาย การจัดส่งล่าช้า
  2. การระงับข้อพิพาท (Dispute resolution) : แจ้งให้ทราบว่าเป็นการควบคุมดูแลของภาครัฐ หรือเอกชนสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง

 

แนวทางเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำการค้าออนไลน์

  1. การสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ร้านค้าออนไลน์ : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการออกเครื่องหมายการค้าทางออนไลน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ร้านค้าออนไลน์ อย่าง เครื่องหมาย DBD Registered และ เครื่องหมาย DBD Verified สามารถดูรายละเอียดและขอเครื่องหมายได้ที่  https://www.trustmarkthai.com/th
  2. การคุ้มครองผู้บริโภค : ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐมากมายที่คอยช่วยเหลือ รับเรื่องร้องเรียนทางออนไลน์สำหรับผู้ซื้อที่มีปัญหาจากการซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงการหลอกลวงผู้บริโภคทางออนไลน์
  3. แนวทางการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature Guideline) : ในการทำการค้าออนไลน์หากต้องมีการทำสัญญาทางการค้า การทำธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ จำเป็นจะต้องมีแนวทางและสามารถเลือกใช้วิธีลงลายมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับธุรกรรมตามมาตรฐานของ ETDA
  4. การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 : การให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีความกังวล การบังคับใช้กฎหมายจะมีส่วนช่วยให้ผู้ซื้อมีความเชื่อมั่นในการให้ข้อมูลมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำการค้าออนไลน์มากขึ้นเช่นกัน

การสร้างความเชื่อมั่นในการทำการค้าออนไลน์จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ในการใช้เทคโนโลยี การปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรการ นโยบายต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยส่งเสริมสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยกระตุ้นเร่งให้เกิดการพัฒนาและปรับตัวให้เร็วมากยิ่งขึ้น

 


 

หัวข้อ : สร้างความเชื่อมั่นอย่างไร? ให้คนหันมา ‘ซื้อออนไลน์’ มากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม : https://www.bangkokbanksme.com/en/how-to-build-confidence-shop-online

 

Published on 8 July 2021
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

 

บทความแนะนำ

"ปรับโครงสร้างหนี้" ทางออกธุรกิจติดลบ ที่ไม่สายเกินแก้

 

ถ้าไม่ไหวอย่าฝืนจะดีกว่า การปรับโครงสร้างหนี้ช่วยให้ธุรกิจไปต่อ และไม่ได้แปลว่าคุณไร้ความสามารถ หรือบริหารงานผิดพลาดจนธุรกิจล้มเหลวเสมอไป บางครั้งด้วยสถานการณ์ เป็นเหตุทำให้ธุรกิจต้องสะดุดลง แน่นอนว่าในวิกฤตย่อมต้องมีคนที่เจ็บหนัก ฉะนั้นในเวลาแบบนี้ ถ้าเจ็บจนไม่ไหวจริง ๆ อย่ารอจนสายกลายเป็นหนี้เสีย จนต้องเสียประวัติทางการเงิน คุณสามารถเลือกใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้เป็นทางออกให้กับธุรกิจในเวลานี้ได้

 

เอสเอ็มอีควรรู้! ก่อนปรับโครงสร้างหนี้

1. ทบทวนอนาคตธุรกิจว่าไปต่อไปหรือไม่

ก่อนจะปรับโครงสร้างหนี้ สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องมองให้ออก คือ อนาคตของธุรกิจที่กำลังทำอยู่นั้น ยังมีทางรอดต่อไปได้หรือไม่? ต้องยอมรับว่าปัจจุบันพฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปในหลายเรื่อง ถ้ามองแล้วว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ซื้อสินค้าชิ้นนี้อีกต่อไป นั่นเรียกว่าไม่มีทางรอดแล้ว อาจถึงเวลาที่ผู้ประกอบการอาจต้องเลิกกิจการแล้วมองหาโอกาสใหม่แทน แต่ถ้าในธุรกิจยังสามารถไปต่อได้ การปรับโครงสร้างหนี้เพื่อรอเวลาให้กระแสเงินสด (Cash Flow) ของธุรกิจกลับมา ถือเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้

 

2. เช็กกระแสเงินสด

กระแสเงินสด (Cash Flow) เป็นตัวชี้ชัดได้เป็นอย่างดีว่า ธุรกิจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่ หากธุรกิจมีเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการต้องกลับมามองว่าทำไมเงินหมุนเวียนถึงไม่พอ ผู้ประกอบการต้องมอง 2 ด้านนี้ประกอบกัน คือ

  • กระแสเงินสดที่ได้รับเข้ามา (Cash Inflow) รายได้มีเข้ามาน้อยไปหรือไม่ ถ้ารายได้มาน้อยไปควรต้องทำอย่างไรเพื่อเพิ่มรายได้
  • กระแสเงินสดที่ต้องจ่ายออกไป (Cash Outflow) รายจ่ายมากเกินไปหรือเปล่า หรือยังคงมีอยู่เหมือนเดิมไม่ลดลง มีแต่จะมากขึ้น

สองสิ่งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องและไม่สามารถชำระหนี้ได้ จำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องเข้ามาพูดคุยเจรจากับทางธนาคาร เพื่อหาทางออกร่วมกัน

 

3. ใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม

วิธีการที่หลายคนคุ้นเคย คงหนีไม่พ้นการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ หรือการปล่อยเงินกู้ใหม่ ซึ่งในแต่ละวิธีการนั้นก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก ยกตัวอย่าง

- การขยายเทอมแบบที่เป็น Debt Holiday คือ ไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แต่วิธีการนี้ดอกเบี้ยจะสะสมไปเรื่อย ๆ 

- การขยายเทอมในรูปแบบผ่อนจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย เงินต้นจ่ายทีหลัง

- การเปลี่ยนประเภทสินเชื่อ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง

วิธีการเหล่านี้เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งวัตถุประสงค์ก็เพื่อช่วยทำให้ กระแสเงินสดที่ต้องจ่ายออกไปของธุรกิจลดลง หรือทำให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่ได้รับเข้ามาในสถานการณ์ปัจจุบันนั่นเอง การปรับโครงสร้างหนี้แบบไหนที่จะเหมาะกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อาจจะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป เพื่อหารูปแบบของการปรับโครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจนั้น ๆ 

 

4. ปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้แปลว่า “เครดิตไม่ดี” 

หลายคนมักคิดว่าหากมีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว อาจทำให้ธุรกิจมีตำหนิหรือเครดิตไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้ว ในมุมของธนาคารจะพิจารณาจากกระแสเงินสดของลูกค้าเป็นหลัก การที่กระแสเงินสดไม่มี ต้องไปดูต่อว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งในภาวะปัจจุบันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าการที่ธุรกิจไม่มีกระแสเงินสด เป็นเพราะผู้ประกอบการบริหารงานไม่ดี ธนาคารจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวจากเหตุและผลประกอบกันอย่างหลาย ๆ ธุรกิจในอดีตที่เคยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงวิกฤตปี พ.ศ.2540 ก็ยังสามารถเติบโตกลายเป็นบริษัทใหญ่ในทุกวันนี้ได้

 

 


 

หัวข้อ : ไม่ไหวอย่าฝืน “ปรับโครงสร้างหนี้” ช่วยธุรกิจไปต่อ
อ่านเพิ่มเติม : www.kasikornbank.com/th/k-sme-inspired

Published on 8 July 2021
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

 

 

 

 

บทความแนะนำ