HyperLocal Taste รสชาติท้องถิ่นที่มาพร้อมกับความยั่งยืน

กระแสรักษ์โลกยังคงเป็นประเด็นร้อนที่คนทั่วโลกให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในขณะเดียวกันก็เป็นประเด็นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แม้แต่ในอุตสาหกรรมอาหารที่หลายปีมานี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องของการบริโภคอย่างยั่งยืน

“HyperLocal Taste” เป็นหนึ่งในเทรนด์การเลือกบริโภค และสนับสนุนอาหารปลอดภัยที่ผลิตในท้องถิ่นหรือชุมชน เพื่อลดคาร์บอนฟุตปริ๊นต์ รวมถึงการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร สอดคล้องกับกระแสรักสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นใหม่ ทำให้ร้านอาหารที่กำลังมุ่งไปเป็น Hyperlocal ให้ความสำคัญกับที่มาของอาหารที่ปลอดภัย ทั้งเนื้อสัตว์ พืชผักต่างๆที่ส่งผลต่อสุขภาพคนกิน 

ยิ่งช่วงที่มีวิกฤติโรคระบาดอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคต้องการมั่นใจว่ามาจากแหล่งที่ปลอดภัยที่สำคัญหากเป็นส่วนหนึ่งในการได้ช่วยเหลือผู้ผลิตหรือเกษตรกรรายย่อยด้วยก็เป็นสิ่งที่หลายคนพร้อมควักเงินในกระเป๋าออกมา

ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้ความแข็งแกร่งของย่านอย่างอารีย์มาเป็นจุดแข็งในการปรับธุรกิจในช่วง COVID-19 ให้สอดคล้องกับเทรนด์  

“HyperLocal Taste” คือ The Yard Grocery ธุรกิจที่ปรับตัวมาจาก The Yard Hostel โฮสเทลสุดฮิปในซอยราชครู ย่านอารีย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 จนต้องปิดให้บริการส่วนของโฮสเทลชั่วคราว แต่ก็ยังสามารถผุดไอเดียธุรกิจใหม่คือรถสามล้อพุ่มพวงวิ่งขายในย่านอารีย์ โดยมีสินค้าเป็นผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในเครือข่าย เช่น ไร่รื่นรมย์ที่เชียงราย ข้าวธรรมชาติจากเชียงราย ผลผลิตจากฟาร์มที่ราชบุรี ผลผลิตจากเกษตรกรทั้งจาก เชียงใหม่ เชียงราย สุพรรณบุรี และบุรีรัมย์ ซึ่งทั้งหมดปลูกแบบปลอดสารพิษส่งตรงจาก Local Farm ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผักผลไม้ล้นสต็อกเนื่องจากร้านอาหาร รวมถึงโรงแรมที่เคยสั่งซื้อผลผลิตประจำหยุดชั่วคราวจากมาตรการของรัฐ

The Yard Grocery ไม่ได้ช่วยเหลือแค่เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในเครือข่าย แต่สายสัมพันธ์ที่มีตั้งแต่ตอนทำโฮสเทลกับร้านในย่านอารีย์ทำให้ The Yard Grocery ไม่ลืมที่จะช่วยเหลือร้านเหล่านี้ซึ่งได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันด้วยการรับสินค้าไม่ว่าจะเป็น ขนมปัง เบเกอรี่ หรือเมล็ดกาแฟจากร้านชุมชนในย่านนี้ เช่น ร้าน Laliart coffee ร้าน Landhaus Bakery ร้านเบเกอรี่ซึ่งก็ได้รับผลกระทบ ร้าน Paper Butter & The Burger ซึ่งปกติขายเบอร์เกอร์ แต่ช่วงวิกฤติโควิด-19 ทำให้บางวันทำเป็นขนมหวานมาวางขายบนรถสามล้อพุ่มพวงของ The Yard Grocery ด้วย 

รวมถึงการผลิตสินค้าที่เป็นของ The Yard Grocery เองอย่างโยเกิร์ตโฮมเมดซึ่งปกติทำให้สำหรับแขกที่เข้าพักในโฮสเทลรับประทาน ใส่ขวดแก้วซึ่งลูกค้าสามารถซื้อแล้วคืนขวดได้เหมือนคนส่งนมสมัยก่อน เพื่อลดการใช้พลาสติก นอกจากนี้ยังมีแยมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่กำลังคิดและพัฒนาตามมาในอนาคต

โมเดลธุรกิจของ The Yard Grocery เน้นขายในระยะทางรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ลูกค้าจะอยู่เฉพาะในย่านอารีย์ เดินทางสะดวก เนื่องจากมองว่าหากทำเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ก็ต้องใช้ทรัพยากรมนุษย์ บรรจุภัณฑ์ที่มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามลพิษจากการเดินทางก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับเส้นทางที่ The Yard Grocery  วิ่งจะอยู่ในโซนอารีย์ วนตั้งแต่อารีย์ 2 ไปถึงอารีย์ 5 และกลับมาที่อารีย์  1 ขายตั้งแต่เวลา 16.00-19.00 น. ลูกค้าส่วนมากจะเป็นคนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น ซึ่งผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจมาก ด้วยความที่ย่านอารีย์เป็นย่านที่มีชุมชนแข็งแกร่งอยู่แล้ว รวมทั้งมีชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทยค่อนข้างมากอาศัยอยู่ย่านนี้ โดยคนเหล่านี้มีความตั้งใจจะช่วยเหลือ Local Business อยู่แล้ว เมื่อมีการโพสต์ขายของไปในกลุ่มอารีย์ของย่านนี้ หากลูกค้าสนใจก็จะมีการสั่งสินค้า ทางร้านก็จะนำสินค้าไปดรอปไว้ที่ที่พักของเขา

เป้าหมายของ The Yard Grocery คือการต่อยอดไปสู่การทำซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ โดยปรับห้องนอนโฮสเทลมาเป็นที่เก็บสินค้า โดยสินค้าที่นำมาขายจะเลือกสินค้าจากผู้ผลิตรายย่อย เกษตรกรรายย่อย เป็นสินค้าที่มีความหมายต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า รวมถึงการขายผ่านออนไลน์ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางที่สร้างการเติบโตในอนาคต

อนาคตแม้วิกฤติโรคระบาดจะหมดไปแล้วแต่ The Yard Grocery ก็จะยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการทำธุรกิจกับคนในย่านอารีย์ เพราะต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องของมลพิษที่เกิดจากการขนส่งและการขายนอกย่าน ที่สำคัญคือต้องการเป็นตัวเชื่อมที่ช่วยตอบโจทย์คนในย่านที่อยากอุดหนุนสินค้าจากร้านในชุมชน รวมถึงผลผลิตที่ปลอดภัยจากเกษตรกรรายย่อยซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนในย่านอารีย์ให้แข็งแรงมากขึ้น 

เห็นได้ชัดว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาองค์กรใหญ่หลายแห่งมองเห็นถึงความสำคัญของการจับมือร่วมกับพันธมิตรระดับชุมชน และ SMEs รายเล็กเพื่อช่วยเติมเต็มความเชี่ยวชาญซึ่งแต่ละฝ่ายมี เพื่อเป้าหมายของการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นโอกาสให้ธุรกิจเล็กพัฒนาตัวเองให้มีมาตรฐานเพื่อการเติบโตไปพร้อมๆกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นปลาใหญ่หรือปลาเล็กหากอยู่ในน่านน้ำเดียวกันแล้วการพึ่งพาอาศัยกันย่อมช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้โดยเฉพาะในสภาวะที่คาดไม่ถึงอย่างการเกิดโรคระบาดที่เรากำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในปัจจุบันนี้

อีกหนึ่งตัวอย่างขององค์กรขนาดใหญ่ที่ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและอาหารการกิน ก็คือการจับมือกันระหว่างกลุ่มดุสิตธานีกับ Local Alike ธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสังคมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อเปิดตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ภายใต้แนวคิดท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้งถึงชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น 

การจับมือร่วมกันครั้งนี้เท่ากับเป็นการนำความเชี่ยวชาญจาก Local Alike ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสังคมแนวใหม่ ที่วางแนวทางให้เจ้าของชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบและนำเที่ยวเชิงลึกให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ซึ่งไม่เคยพบจากการท่องเที่ยวหลัก มารวมกับความชำนาญและเป็นมืออาชีพภายใต้มาตรฐานสากลของดุสิตธานีเพื่อให้ชุมชนสามารถบริการนักท่องเที่ยวได้อย่างมืออาชีพ

โดยการร่วมมือแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ร่วมกันโปรโมทชุมชนผ่านแพคเกจท่องเที่ยว Dusit Local Explorer กับโรงแรมในเครือดุสิตทุกแห่งทั่วประเทศ นำเสนอทริปการท่องเที่ยวแบบเจาะลึก เน้นสาระโดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสและเข้าถึงชุมชนได้จริง รายได้ของทริปการท่องเที่ยว 70% จะเข้าสู่ชุมชนโดยตรง อีก 30% จะเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการการท่องเที่ยวเชิงสังคมอย่าง Local Alike เพื่อต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวในชุมชนอื่น

ส่วนความร่วมมือในเชิงลึกกลุ่มดุสิตธานีใช้จุดแข็งในแง่ของประสบการณ์ รวมถึงมีองค์ความรู้จากหน่วยงานด้านการศึกษาที่มีอยู่ เช่น วิทยาลัยดุสิตธานี นำทีมงานเข้ามาทำงานกับ Local Alike ในการให้ความรู้คนในชุมชนใหม่ๆ เพื่อยกระดับการดูแลนักท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานทั้งในเรื่องของความสะอาด ความสะดวกสบาย และยังสนับสนุนกิจกรรมเสริมรายได้อื่นๆ เช่น Local Aroi ที่ส่งเสริมให้ชุมชนให้ประกอบอาหารอย่างมืออาชีพ มีศักยภาพพอที่จะจัดเลี้ยงอาหารนอกสถานที่แบบพิเศษด้วยวัตถุดิบจากท้องถิ่น รวมถึง Local A lot ผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่พัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและได้มาตรฐานสากล เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชนอย่างยั่งยืน 

บทความแนะนำ

Glazziq สร้างจุดต่างให้ร้านแว่นตา เปิดประสบการณ์ลองแว่นด้วยเทคโนโลยี AR

การทำธุรกิจในปัจจุบัน การขายสินค้าผ่านหน้าร้านในรูปแบบเดิมจะไม่ใช่แนวทางที่จะเพิ่มศักยภาพการตลาดและขยายฐานลูกค้าได้ไม่มากนัก ในทางกลับกันการปรับตัวการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์หรือการทำธุรกิจขายสินค้าหรือบริการผ่านอีคอมเมิร์ซ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจในการทำตลาดและสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างก้าวกระโดด Statista รายงานว่า ยอดขายสินค้าของธุรกิจค้าปลีกจากออนไลน์ทั่วโลกในปี 2563 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 4.28 ล้านล้านเหรียฐสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 22.3 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่ามูลค่ายอดขายสินค้าจากออนไลน์จะเพิ่มขึ้นเป็น 5.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2565  

ในขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีการเติมโตแบบก้าวกระโดด โดยข้อมูลวิจัย เศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2563 จาก Google, Temasek  และ Company รายงานว่า ในปี 2563 ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าที่ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  หรือ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 270,000 ล้านบาท  และบริษัท  Priceza ผู้คล่ำหวอดในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังมองว่า ตลาดอีคอมเมิร์สในประเทศไทยปีนี้จะมีการเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าที่มีความมั่นใจในการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น 

บริษัท กลาซซิค จำกัด เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพของไทยที่นำเอาจุดเด่นของการขายสินค้าผ่านออนไลน์ และการขายสินค้าในรูปแบบเดิมหรือออฟไลน์ มาใช้ในการทำธุรกิจแว่นตา ผ่านช่องทางออนไลน์ www.glazziq.comและออฟไลน์ หรือ Omni channel เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา 

พิริยะ ตันตราธิวุฒิ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท กลาซซิค จำกัด ผู้จำหน่ายแว่นตาผ่าน Omni channel กล่าวว่า การก่อตั้ง จากโจทย์ที่ว่า แว่นที่ขายตามร้านราคาแพง และการเลือกแว่นจะมีพนักงานคอยเดินตามและเลือกลำบาก การเปิดตัวการจำหน่ายแว่นตาผ่านช่องทางออนไลน์สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อแว่นตา และสามารถเลือกแว่นตาได้ตามความต้องการในราคาที่เอื้อมถึง

“กลาซซิค เป็นเว็บไซต์ขายแว่นตาออนไลน์ ที่เกิดขึ้นมาจากโจทย์ที่ว่าเรารู้สึกว่า แว่นที่ขายอยู่ตามร้านค้า หลายๆครั้งราคามันแพง โดยไม่จำเป็นเพราะว่า แว่นหลายๆตัวที่ขายในตลาดมันโดนคุมโดยคนขายแว่นแบรนด์ใหญ่ๆ  มีการบวกราคาไปทอดๆจนมาถึงหน้าร้านแว่นก็บวกราคาไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นค่านำเข้า ค่าแบรนด์ ค่าหน้าร้าน ค่าดิสทริบิวเตอร์ ค่าอะไรหลายๆอย่าง รวมไปรวมมาแว่น พอมาถึงหน้าร้าน เราซื้อจริงๆมันแพง นั่นคือปัญหาแรก

สอง คือ เรื่องของการเลือกแว่น คือ ไปเลือกยังลำบากรู้สึกไม่สนุก เลือกแว่นไม่ค่อยเป็น ว่าต้องเลือกอย่างไง  ไม่ชอบไปร้านแว่นเลย พอไปร้านแว่น แว่นก็วางเต็มร้าน มันไม่ได้เป็นไปตามโจทย์ที่เรากำลังหา  เค้าไม่ได้จัดตามโจทย์ของเราในเรื่องของการ ค้นหาแว่น ประสบการณ์ ไม่ดี ราคาก็ไม่ได้” พิริยะ กล่าว 

หลังจากนั้นได้ร่วมกับผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทฯ พัฒนาแพลตฟอร์มการขายแว่นผ่านออนไลน์ โดยสั่งตรงกรอบแว่นจากโรงงานและเป็นพันธมิตรกับบริษัทThai Optical Group สำหรับตัดเลนส์ประกอบแว่น และร้านแว่นตา หอแว่นในการวัดสายตาลูกค้าจากนั้นหอแว่นจะส่งรายละเอียดค่าสายตาของลูกค้าส่งเข้าระบบแพลตฟอร์มของบริษัท เพื่อให้ บริษัท Thai Optical Group ตัดเลนส์ประกอบแว่นและส่งไปให้กับลูกค้าปลายทางหลังจากที่ลูกค้าออร์เดอร์สินค้าในเวลา 3 – 7 วัน 

ในการจำหน่ายแว่นตาออนไลน์ของ กลาซซิคนั้น ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกกรอบแว่นตา ผ่านเว็บไซต์ www.glazziq.com ซึ่งที่กรอบแว่นตาให้เลือกมากกว่า 100 รุ่น พร้อมตัวอย่างการใส่แว่นของนายแบบ และนางแบบ หากลูกค้าสนใจกรอบแว่น สามารถลองแว่นได้ 3 ช่องทาง ประกอบด้วย ลองแว่นผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง หรือ AR (Augmented reality) บนเว็บไซต์หรือบน ระบบเออาร์ของอินสตาแกรม (AR Instagram) หรือเรียกว่า Virtual tri-on ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกกรอบแว่นที่ชอบจากนั้นถ่ายรูปตนเอง เพื่อทดลองกรอบแว่นผ่านเว็บไซต์หรืออินสตาแกรม 

นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกลองกรอบแว่นโดยให้ทางบริษัทส่งกรอบแว่นตัวอย่างไปให้ลูกค้าทดลองที่บ้าน หรือเรียกว่า Home tri-on โดยลูกค้าสามารถเลือกทดลองแว่นได้ 3 แบบพร้อมเงินมัดจำ 20 บาท จากนั้นบริษัทจะส่งกรอบแว่นตาไปให้ที่บ้านภายใน 3 วัน จากนั้นลูกค้าสามารถลองแว่นและส่งคืนแว่นตากลับมายังบริษัทผ่าน เซเว่นทุกสาขาทั่วประเทศ  และสุดท้าย ลูกค้าสามารถที่จะทดลองแว่นตาที่โชว์รูมของบริษัทและที่ร้านแว่นตาหอแว่นที่ตั้งอยู่หัวเมืองใหญ่ 20 สาขา เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ และนครราชสีมา เป็นต้น  

“ในการขายแว่นผ่านออนไลน์เราสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์มาทำให้ประสบการณ์เลือกแว่นตาของลูกค้าดีขึ้นและสามารถทำให้ราคาไม่ต้องสูงเพราะว่าเราใช้วิธีลงไปดิวกับโรงงานโดยตรงซื้อแว่น ออกแบบแว่นเอง ดิวกับโรงงานแล้วขายบนเว็บเลย เราตัดพ่อค้าคนกลางออกไปทั้งหมด เราตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด  ขายผ่านหน้าเว็บไซต์ สินค้าของกลาซซิค เริ่มต้นที่ราคา 1,990 บาท ราคาพร้อมกรอบและเลนซ์ มีซัพพอร์ตทุกอย่างนอกจากนี้เราก็ใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือในการให้ลูกค้าเข้ามาค้นหาแว่นตามโจทย์ของลูกค้าได้ ในเว็บจะมีระบบฟิวเตอร์ ที่รองรับความต้องการของคนกำลังมองหาแว่น มีระบบ Chat Bot ที่ตอบคำถามความต้องการแว่นของลูกค้า ว่าต้องการแว่นแบบไหน และสามารถนำเสนอได้ตามความต้องการของลูกค้าได้จริง โดยเราใช้ตัวออการิทึมในการแนะนำแว่นที่เหมาะกับลูกค้าจริงๆ เราเชื่อว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ทำให้ลูกค้าเข้ามาซื้อแว่นในราคาเอื้อมถึง และสนุกกับการซื้อแว่น มากกว่าเดิม” พิริยะ กล่าว  

ราคาแว่นของกลาซซิคและแว่นแบรนด์เนมที่ใช้วัสดุและดีไซต์ใกล้เคียงกันจะมีราคาที่ถูกกว่า คู่แข่งประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์

“สิ่งที่กลาซซิคทำ คือเราไปดิวกับโรงงานเดียวกับโรงงานที่เค้าทำให้กับแว่นแบรนด์ ที่เกาหลี และเราสร้างเป็นแบรนด์เราเอง ใช้วัสดุเดียวกันกับแว่นแบรนด์ ที่ทำจากเกาหลี ดังนั้นคุณภาพของเราไม่แพ้พวกแว่นหลักหมื่น แต่ว่าราคาประมาณ 1,990 - 5,000 บาท ราคาที่ลูกค้าสามารถเอื้อมถึง และสามารถซื้อเป็นสินค้าแฟชั่นได้” 

ปัจจุบันการจำหน่ายแว่นตาผ่านออนไลน์และลูกค้าสามารถไปลองแว่นที่โชว์รูมหรือสามารถสั่งแว่นที่โชรว์รูมได้ บริษัทมีจำนวนการสั่งซื้อมากกว่า 10 รายการต่อวัน หรือมียอดการสั่งซื้อ 300-500 รายการต่อเดือน โดยแว่นตามีราคาจำหน่ายที่ 1,990 – 5,000 บาท โดยลูกค้าหลักมีอายุระหว่าง 20-30 ปี นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนร่วมกับพันธมิตร ร้านแว่นตาในการจำหน่ายแว่นตาแบรนด์เนมผู้นำเข้าแว่นตาหรู ในการจำหน่ายแว่นตาผ่านออนไลน์ด้วย 

“ตอนแรกเรามีกลาซซิคอย่างเดียว และอยู่ระหว่างทดลองร่วมกับพันธมิตร ในการต่อยอดธุรกิจโดยการทำงานกับ ร้านแว่น เพื่อที่จะนำแว่นหลายๆยี่ห้อ ขายผ่านออนไลน์ โดยที่ร้านแว่นสามารถวางสินค้าผ่านออนไลน์ลูกค้าสามารถมีทางเลือกมากขึ้น และเราจะพัฒนาเอ็นจิ้งเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวก ได้รับ ประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้นในการเลือกซื้อแว่นตา นอกจากนี้ในส่วนของร้านแว่นที่เก็บแว่นตาไว้ในสต็อกสินค้ามีโอกาสที่จะขายแว่นได้มากขึ้น เนื่องจากการวางสินค้าผ่านออนไลน์สามารถช่วยลดพื้นที่การวางสินค้าหน้าร้านลงได้ ลูกค้าสามารถใส่รายละเอียดสินค้าที่ต้องการและแพลตฟอร์มจะสามารถฟิวเตอร์แว่นตาให้กับลูกค้าได้ด้วย เช่น ลูกค้าค้นหาอยากได้แว่นตาที่เป็นเหล็ก ลูกค้ากำหนดมาก็จะเสนอให้ และช่วยแก้ปัญหาว่าหน้าร้านไม่ต้องใหญ่มาก ร้านแว่นไม่จำเป็นต้องเช่าที่ใหญ่ๆ วางแว่นเยอะๆ เรามองว่าโชว์เท่าที่จำเป็นและลูกค้าสามารถหาแว่นได้เหมาะสมในราคาและข้อกำหนดที่เค้าต้องการ” พิริยะ อธิบาย

การจำหน่ายแว่นตาผ่าน Omni channel เป็นการนำเอาข้อดีของทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาช่วยในการทำตลาดและจำหน่ายแว่นตา ทำให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่อยู่ไกลและใกล้ รวมถึงลูกค้าที่คุ้นเคยกับการเข้าถึงบริการผ่านออนไลน์ นอกจากนี้บริษัทยังนำโชเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, Tik Tok และ อินสตาแกรมมาช่วยในการทำตลาดด้วย โดยปัจจุบันมีลูกค้าติดตามมากกว่า 100,000 คน 

“เราเอาเทคโนโลยีมารวมกัน ทำให้การซื้อแว่นง่ายขึ้น สนุกขึ้น สามาถเลือกแว่นได้เหมาะสมกับลูกค้า เราทำระบบให้มันยืดหยุ่น (Flexible) และตอบโจทย์ ลักษณะพฤติกรรมของลูกค้าหลายๆคน ที่มีการกระโดดข้ามไประหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ เราอยากจะเน้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ด้วย เราไม่อยากเน้นออนไลน์อย่างเดียว ออฟไลน์มีเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องเปิดร้านใหญ่โต เอาแค่พออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าก็พอ เน้นให้ลูกค้าสามารถเลือกแว่นจากออนไลน์ได้ระดับหนึ่งแล้วค่อยไปหน้าร้าน อาจจะไปถึงหน้าร้านลองแว่นแล้วจบ เราจะเน้น Omni channel จะพัฒนาทั้งฝั่งออนไลน์ออฟไลน์ควบคู่กัน” พิริยะ กล่าว

บทความแนะนำ

หอการค้าไทย ชู 2 มาตรการ ฟื้น SMEs อย่างยั่งยืน

อย่างที่ทราบดีว่าธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่มีสมาชิกทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งหอการค้าฯได้เร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ทั้งมาตรการระยะนั้น และระยะยาวที่จะช่วยฟื้นฟูธุรกิจอย่างยั่งยืน

นายสนั่น อังอุบลกุลประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนหอการค้าฯได้เข้าหารือกับสถาบันทางการเงิน 6 แห่งทั้งธนาคารกสิกรไทยธนาคารกรุงเทพธนาคารไทยพาณิชย์ธนาคารเกียรตินาคินภัทรธนาคารทีเอ็มบีธนชาตและธนาคารกรุงไทยรวมถึงก... ซึ่งได้มีการรวบรวมความเห็นของผู้ประกอบการทั้งข้อเสนอและปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยได้ทำเป็นบทสรุปนำเสนอถึงข้อจำกัดของมาตรการในปัจจุบันอาทิมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจ (สินเชื่อฟื้นฟู) ผ่านมาตราการสินเชื่อดอกเบี้ยต่า (Soft Loan) มาตรการพักทรัพย์พักหนี้

รวมทั้งได้ขอขยายมาตรการให้ครอบคลุมถึงเงินใหม่ที่ให้เพิ่มเพื่อนำมาหมุนเวียนเสริมสภาพคล่องหลักเกณฑ์การตีราคามูลค่าทรัพย์สินการลดเงื่อนไขและข้อจำกัดของการตีโอนทรัพย์เพื่อพักทรัพย์พักหนี้จะทำให้กลไกตลาดทำงานและการเจรจาตกลงได้พร้อมทั้งการให้กลุ่มลูกหนี้เดิมสามารถนำหลักทรัพย์ใหม่ๆเข้ามาเป็นหลักประกันได้เช่นที่ดินและให้ขอลดค่าธรรมเนียมการค้าประกันของบสย. เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกมากขึ้น

หอการค้าฯได้เสนอให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้สถาบันทางการเงินสามารถใช้ดุลพินิจในการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้นโดยสถาบันทางการเงินจะมีกฎเกณฑ์พื้นฐานในการให้สินเชื่อซึ่งจะพิจารณาจากหลายมิติไม่ใช่พิจารณาจากเครดิตบูโรเพียงอย่างเดียวการปลดล็อกเรื่องเครดิตบูโรหรือ NPL จะทำให้ SME อีกจำนวนมากได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดนี้ยิ่งต้องมีการดูแลผ่อนผันเพื่อให้สถานการณ์ฟื้นตัวโดยเร็ว นายสนั่นกล่าว

นอกจากนี้ หอการค้าฯได้นำทีมผู้บริหารเข้าพบ นายสุพัฒนพงษ์พันธ์มีเชาว์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆอาทิดร.ทศพรศิริสัมพันธ์ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเลขาธิการสภาพัฒน์ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยผู้แทนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งได้ฟังข้อเสนอของหอการค้าไทยแล้วมีการมอบหมายให้กระทรวงการคลังธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยได้ไปหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อหาข้อสรุปในการดาเนินการเพิ่มเติมและพิจารณาลูกค้ากลุ่มที่ยังไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนเช่นผู้ประกอบการโรงแรมที่พักซึ่งยังไม่มีใบอนุญาตและประสบปัญหาจากสถานการณ์โรคระบาดเป็นต้นรวมถึงให้หาแนวทางนำเครื่องมือทางการเงินอื่นมาช่วยผู้ประกอบการร่วมกัน

สำหรับข้อเสนอของหอการค้าไทยได้เร่งดำเนินการเป็น 2 ส่วนดังนี้

มาตรการที่ 1 การเร่งเยียวยาและเสริมสภาพคล่องตามมาตรการภาครัฐไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูและพักทรัพย์พักหนี้และมาตรการอื่น

1) เร่งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับมาตรการต่างๆจากการพบกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์และรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการหลายรายทั้งจากหอการค้าจังหวัดและสมาคมการค้าพบว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการรวมถึงมาตรการผ่อนผันหลายมาตรการแต่เนื่องด้วยเข้าไม่ถึงผู้ประกอบการและการสื่อสารไม่ทั่วถึงโดยหอการค้าไทยจะช่วย Connect the Dots เชื่อมให้ผู้ประกอบการและธนาคารได้สามารถสื่อสารและเชื่อมมาตรการระหว่างกันได้

2) พิจารณาการให้สินเชื่อ Soft loan โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อที่ใช้ใบสั่งซื้อหรือใบรับสินค้าเป็นหลักประกันให้ปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ผ่านผู้ประกอบการค้าปลีกโดยตรงซึ่งจัดทำโครงการ Sand Box เชื่อมโยงข้อมูล SMEs ที่เป็นคู่ค้ากับธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ (Digital Factoring Platform) โดยโมเดลนี้เริ่มจากกลุ่ม SMEs ที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีกนำโดยทางเซ็นทรัลและธนาคารกสิกรไทยซึ่งจะใช้ข้อมูลจากกลุ่มค้าปลีกมาพิจารณาสินเชื่อให้กับ SMEs 

3) สนับสนุนผ่อนคลายกฎระเบียบให้สถาบันการเงินมีอิสระในการใช้ดุลยพินิจในการช่วยเหลือลูกหนี้มากขึ้นเกิดการแข่งขันตามกลไกตลาดรวมถึงการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อให้มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์บางประการที่ทำให้ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยากลำบากในขณะนี้ยกตัวอย่างประเด็นข้อมูลเครดิตบูโรที่เป็นกำแพงสำคัญของ SMEs ในส่วนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ชี้แจงและผ่อนปรนหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อโดยใช้ดุลยพินิจของธนาคารมากขึ้นรวมถึงประกาศจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตที่มีการผ่อนปรนลูกหนี้ที่มีปัญหาในสถานการณ์ COVID–19 ซึ่งจะช่วยให้ไม่เกิดการเสียประวัติก็จะช่วยเสริมให้ SMEs ลดความกังวลและยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

4) สนับสนุนมาตรการภาครัฐเติมเงินกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเพื่อให้คนมาใช้จ่ายกับ SME มากขึ้นจำเป็นต้องเติมเงินเข้าโครงการคนละครึ่งจาก 3,000 บาทเป็น 6,000 บาทส่วนมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ที่มีการใช้ที่ยุ่งยากและเงื่อนไขการใช้จ่ายก็จากัดไม่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายก็ได้มีการเสนอให้ปรับเงื่อนไขใหม่หรือเสนอโครงการใหม่ในรูปแบบเดียวกับช๊อปดีมีคืนคือให้สามารถใช้จ่ายได้ทั้งก้อนและนำใบเสร็จในการซื้อสินค้าไปลดหย่อนภาษีปลายปีได้จะกระตุ้นทาให้คนมีฐานะเข้ามาใช้โครงการมากขึ้น

มาตรการที่ 2 วางรากฐานระยะยาวเพื่อการกลับมาประกอบธุรกิจที่ยั่งยืน

1) หอการค้าไทยร่วมมือกับเครือข่ายวางโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เชื่อมและแชร์ระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการ SME ลดความซับซ้อนของข้อมูลเพื่อให้สถาบันการเงินใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาให้สินเชื่อเงินกู้

2) ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ e-Factoring เพื่อให้ SMEs ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างรวดเร็วการจัดทำ Digital Supply chain Finance โดยร่วมกับสมาคมธนาคารไทยธนาคารสมาชิกและบริษัท ITMX เพื่อให้ SMEs ที่ขายของให้กับผู้ซื้อรายใหญ่เข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบ Post shipment financing นำระบบ e factoring มาใช้เพื่อให้เกิดความเชื่อมันว่าไม่เกิดการปลอมแปลงและใช้ข้อมูลซ้าซ้อนซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการน่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 นี้

3) Ease of doing business การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจซึ่งได้มีการระดมความเห็นจากผู้ประกอบการเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนา Sandbox ช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน

อย่างที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มีความรุนแรงและกระทบกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็กหลายระลอกหากไม่มีการเข้าไปช่วยเหลือหรือเยียวยาอย่างตรงจุดจะทำให้ SMEs หายไปจากระบบเศรษฐกิจหลายแสนรายดังนั้นจากโจทย์ที่ต้องการจะช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้หอการค้าไทยและสมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้ร่วมกันจัดโครงการ Sand Box ดังกล่าวขึ้น

โดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องของหอการค้าได้สร้าง Digital Factoring Platform โดยสมาคมค้าปลีกไทยเชื่อมโยงข้อมูลให้กับธนาคารพาณิชย์ทั้งของภาครัฐและเอกชนข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเนื่องจากคู่ค้าของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ส่งข้อมูลให้มีการคัดกรองและพิจารณาประวัติการซื้อขายร่วมกันมาเบื้องต้นแล้วจึงทาให้ธนาคารสามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อได้เร็วขึ้น

รวมถึงใช้เกณฑ์การพิจารณาเครดิตของห้างค้าปลีกเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยจะทำให้ SMEs สามารถได้รับเงินที่เร็วขึ้นในอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นซึ่งจากการดาเนินการที่ผ่านมา SAND BOX กลุ่มธุรกิจอาหารและค้าปลีกของ CRC ร่วมกับ KBANK ได้มีการนา SMEs ที่เข้าโครงการนี้และได้สินเชื่อไปกว่า 10,000 รายโดยกว่า 70% ไม่เคยเข้าถึง Soft Loan เลยซึ่งทำให้ SMEs ได้สินเชื่อมาเติมสภาพคล่องเพื่อสามารถดาเนินธุรกิจต่อไปได้

“จากผลสำเร็จนี้ทาให้หอการค้าฯตั้งเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นๆในการปล่อย Soft Loan ให้กับ SMEs ทั่วประเทศจานวน 500,000 รายภายในสิ้นปีนี้โดยจะขยายผลไปยังธุรกิจอื่นรวมถึงรายย่อยด้วยโดยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งของธนาคารและสสว. ถือเป็นโครงการในลักษณะพี่ช่วยน้องเพื่อทำให้ภาคธุรกิจยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้” นายสนั่นระบุ

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยใช้แนวคิดในการทำงานด้วยการเชื่อมโยงหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่าง Connect the Dots ดังนั้นแต่ละภารกิจงานจะขับเคลื่อนตามความชำนาญของแต่ละส่วนและถูกนามาเชื่อมโยงกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งนี้เครื่องมือที่สาคัญที่เรานามาใช้คือเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาการดำเนินงานทุกอย่างต้องอาศัยความรวดเร็วแม่นยำและถูกต้องหอการค้าไทยจึงให้ความสาคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อ Transformation แนวทางการช่วยเหลือและยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันที่มากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้หอการค้าไทยยังได้ร่วมกับสสว. ในความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลในระบบ SMEs Big Data ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญในการพัฒนาและเสริมศักยภาพของ SMEs ไทยซึ่งจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลของ SMEs และนำไปพัฒนาตลอดจนจัดทำฐานข้อมูลภาคการพาณิชย์การค้าการบริการและการผลิตรวมถึงการพัฒนาระบบ Data Service ร่วมกันเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการในการดาเนินธุรกิจอาทิระบบประเมินสมรรถนะธุรกิจ (Benchmark) ระบบข้อมูลเตือนภัยทางธุรกิจ (Data warning) ข้อมูลพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจ (Data Prediction) เป็นต้นนับเป็นการเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินธุรกิจเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

บทความแนะนำ

J Shop Live Station บริการรูปแบบใหม่ นวัตกรรมที่จะทำให้การ “ไลฟ์สด” กลายเป็นเรื่องง่าย

ในยุคที่ Social Commerce ซึ่งเป็น e-Commerce ในรูปแบบหนึ่งกำลังขยายตัว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า Social Commerce ได้กลายเป็นโลกธุรกิจใบใหม่ที่ผู้ขายและผู้ซื้อต่างให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ต่อยอดมาจาก Social Media เช่น Facebook, Instagram หรือ Line เพราะเป็นการสื่อสารยุคใหม่ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก จึงเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างยอดขายให้กับธุรกิจที่อาศัยการทำตลาดในช่องทางนี้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย    

โดยเฉพาะกับ Facebook มีฟีเจอร์ Facebook Live ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้งาน และถูกนำมาต่อยอดเป็นเครื่องมือสนับสนุนการขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขายสินค้าผ่านการ Live หรือ “ไลฟ์สด” ที่ทำให้ผู้ขายสามารถถ่ายทอดสดการพูดคุย หรือการขายสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งผู้ติดตามเพจ หรือคนที่เป็นเพื่อน สามารถเข้ามาทักทาย หรือสร้างการมีส่วนร่วมไปกับการถ่ายทอดสดครั้งนั้นได้แบบทันทีเช่นกัน

แต่การขายของผ่านการไลฟ์สด ที่จะประสบความสำเร็จจนสามารถสร้างยอดขายได้เป็นจำนวนมากๆ นั้น ยังต้องอาศัยปัจจัยเอื้อในอีกหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของเทคนิค หรือระบบการจัดการที่เป็นงานหลังบ้าน เพราะในยุคที่ Facebook ยังมีการปิดการมองเห็นข้อความในคอมเมนท์ ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่ทำให้ออเดอร์ตกหล่น หรือมีข้อความค้างอยู่ในแชทโดยที่ผู้ขายไม่รู้ตัว รวมถึงในเรื่องของการเชื่อมโยงกับระบบการชำระเงิน การแจ้งเตือนต่างๆ ไปจนถึงขั้นตอนการจัดส่งสินค้า ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่หากจัดการไม่ทันกับจำนวนการสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อการไลฟ์สดยังสามารถตอบโจทย์เรื่องการสร้างยอดขายได้ดี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ขายจำนวนมากที่ขาดความรู้ในเชิงเทคนิค และไม่สามารถเข้าถึงระบบการจัดการที่ดีได้ วันนี้จึงเกิดธุรกิจบริการรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็ม หรือรองรับกับความต้องการในเรื่องดังกล่าว ผ่านรูปแบบบริการแพลตฟอร์มการไลฟ์สด รวมถึงการให้บริการเช่าพื้นที่เพื่อการทำไลฟ์สด ที่เปรียบเสมือนเป็นสถานีถ่ายทอดสดในการจำหน่ายสินค้าแบบเรียลไทม์

J Shop Live Station คือ ธุรกิจบริการที่ต่อยอดมาจากธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์บนหน้า Facebook Page ที่มีชื่อว่า J Shop Thailand Live ไลฟ์สดแฟชั่นสุดฮิต แม้ว่าเพิ่งก่อตั้งมาเพียงไม่กี่ปีแต่สามารถสร้างยอดขายทะลุหลักร้อยล้านบาทไปแล้ว โดยในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จด้วยยอดขายกว่า 200 ล้านบาท และมีประมาณการส่งของมากกว่า 5,000 – 10,000 ห่อต่อวัน จากการขายสินค้าผ่านไลฟ์สดเพียง 2 - 4 ชั่วโมงต่อวัน 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ทาง J Shop Thailand Live ได้พัฒนาระบบการจัดการงานหลังบ้านทั้งหมดขึ้นมาเอง และด้วยความสำเร็จที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มญาติมิตร และลูกค้าประจำที่เข้าชม Live ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีการขายสินค้าในช่องทางต่างๆ อยู่ด้วยเช่นกัน

ฐปนรรฆ์ชัย วัฒนะชัยกูล Chairman&CEO, J Shop Thailand กล่าวว่า J Shop Live Station เป็นโมเดลที่พัฒนาต่อยอดจากร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์บน Facebook ที่ตนเอง และภรรยาก่อตั้งขึ้นมา และสามารถสร้างยอดขายได้ดีจากการใช้เทคนิคการ Live ทำให้มีผู้สนใจ และอยากลอง Live ขายสินค้าที่มีอยู่บ้าง แต่ยังขาดความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ และขาดความรู้ในเชิงเทคนิค รวมถึงระบบบริหารจัดการต่างๆ ที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับมือใหม่

“เราจึงมองเห็นโอกาสทางการตลาดของการไลฟ์สดที่ยังเติบโต และเกิดไอเดียในการสร้างตัวสถานี บวก Fulfillment เพื่อทำหน้าที่เหมือนห้องถ่ายทอดสด เรามีระบบที่จะมาช่วยจัดการในเรื่องของการตอบแชท รวมถึงการจัดการงานต่างๆ เช่น การชำระค่าสินค้า การแพ็คสินค้า ไปจนถึงการดีลกับบริษัทขนส่งต่างๆ ซึ่งการในดีลในจำนวนมากๆ จะทำให้ได้อัตราค่าจัดส่งที่ถูกลงไปอีก ส่งผลให้ต้นทุนการทำไลฟ์สดในแต่ละครั้งลดต่ำลง โดยการพัฒนาแพลตฟอร์ตเป็นการต่อยอดจากแพลตฟอร์มที่เราพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้เอง เมื่อมีคนสนใจเราก็มาวิเคราะห์ดูกลุ่มลูกค้าว่า มีธุรกิจขนาดไหนบ้างโดยดูจากยอดขาย และสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพื่อกำหนดรูปแบบแพ็คเกจการใช้งาน มีตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงระดับธุรกิจที่มีความแตกต่างในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ” 

ปัจจุบัน J Shop Live Station มีพื้นที่เพื่อจัดทำเป็นสถานีถ่ายทอดสดจำนวน 3 ห้อง ในช่วงเริ่มต้นเป็นการทดลองการให้บริการกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนใกล้ตัว ต่อมาได้ขยายไปสู่กลุ่มลูกค้า และคู่ค้าต่างๆ โดยเตรียมขยายจำนวนเพิ่มเป็น 5 ห้อง พร้อมวางแผนก่อสร้างอาคารสูง 6 ชั้น หลังใหม่ เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการของ J Shop Live Station หากแล้วเสร็จจะทำให้มีจำนวนสถานีเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 - 12 ห้อง ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย มีทั้งห้องขนาดเล็ก ขนาดกลาง ห้องแบบปิดที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสามารถสร้างธีมแบบที่ต้องการได้ รวมถึงห้องแบบเปิดโล่งเพื่อสร้างบรรยากาศสบายๆ มีความคล่องตัว เพื่อให้เกิดความสนุกสนานมากขึ้น 

โดย J Shop Live Station สามารถเชื่อมต่อได้กับ Facebook และ Instagram ซึ่งการใช้บริการจะมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 3,999 บาท และมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มเติมผันแปรตามจำนวนออเดอร์ เฉลี่ยที่ 23 บาทต่อออเดอร์ เช่น ค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม การใช้สถานที่ การจัดการแชท การแพ็คกิ้ง+คลังสินค้า รวมไปถึงค่าวัสดุอุปกรณ์การแพ็ค และการจัดส่งสินค้า 

J Shop Live Platform เป็นอีกหนึ่งบริการที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการขายของผ่านการไลฟ์สดของลูกค้า ซึ่งเป็นบริการในรูปแบบแพลตฟอร์มที่ลูกค้าสามารถใช้งานระบบการทำไลฟ์สดได้ด้วยตนเอง โดยมีเก็บค่าบริการเป็นรายเดือนตามระดับการใช้งาน ได้แก่ ระดับ Starter ราคา 999 บาทต่อเดือน (จำกัด 2,000 ทรานแซกชั่นส์) และระดับ Business ราคา 2,999 บาทต่อเดือน (ไม่จำกัดทรานแซกชั่นส์) และมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 2,999 บาท สามารถใช้แพลตฟอร์มฟรี 1 เดือน ฟรีการพิมพ์เอกสาร 250 หน้า และฟรีแพ็คกิ้ง 250 แพ็ค 

“J Shop Live Platform จะเหมาะกับลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด โดยวิธีการใช้จะมีการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นมา เมื่อเริ่มขาย และมีการใส่รหัสตัวเลขที่เป็นราคาขายสินค้าตัวนั้นๆ รหัสก็จะไปตรงกับในระบบที่บันทึกไว้ ระบบก็จะเริ่มดูดข้อมูลการสั่งซื้อมาเก็บไว้ว่า ก่อนทำตลาดมีการสำรวจความคิดเห็น พบว่าลูกค้าจำนวนมากให้ความสนใจ วันนี้ลูกค้าของเราอาจจะเริ่มจากการเป็น Starter เมื่อขายได้มากขึ้นก็จะมีการขยับขึ้นเป็นไซส์ M และ L อย่างแน่นอน”

ฐปนรรฆ์ชัย กล่าวเสริมว่า จุดเด่นของ J Shop Live Platform คือ 1)ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ด้วยการใช้ตัวเลขราคาแทนรหัสสินค้า ทำให้เข้าใจง่ายใช้งานสะดวก โดยลูกค้าที่สนใจจองสินค้าในไลฟ์เพียงแค่พิมพ์ตัวเลขที่เป็นราคาของสินค้าชิ้นนั้นๆ ระบบก็จะดึงคอมเมนท์ไปรวมไว้กับรายการสินค้าชิ้นนั้น ซึ่งการตั้งรหัสด้วยราคาสินค้าสามารถตั้งซ้ำกันได้ เนื่องจากในช่วงการไลฟ์ระบบจะมีการเปิด-ปิดออเดอร์เป็นช่วงๆ และ 2) การมีระบบหลังบ้าน ที่มาช่วยเติมเต็มในเรื่องของการบริหารจัดการ เช่น ระบบการชำระเงิน ระบบขนส่งสินค้า ที่เชื่อมต่อกับบริการขนส่งแต่ละเจ้า รวมถึงการแพ็คสินค้า ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีระบบการแจ้งเตือนไปยังลูกค้า

“หัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบหลังบ้านมีความทันสมัย คือ การตั้งคำถาม และพัฒนาระบบจาก Pain Point ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และทำให้ระบบสามารถใช้งานได้ง่ายมากที่สุด ด้วยความที่เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเอง จึงสามารถต่อยอดในเรื่องลูกเล่นต่างๆ ได้ เช่น การทำคูปองส่วนลด หรือการทำระบบสมาชิก เป็นต้น”

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีรูปแบบบริการที่ถือช่วยซัพพอร์ตการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือยังมีออเดอร์จำนวนน้อยด้วยการรับฝากขายสินค้าเพื่อนำมาขายผ่านการไลฟ์สดบนหน้าเพจ J Shop Thailand Live ไลฟ์สดแฟชั่นสุดฮิต ที่ปัจจุบันมีฐานของผู้ติดตามเพจมากกว่า 5 แสนราย โดยสินค้าที่นำมาไลฟ์สดขายบนเพจส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ประมาณ 27% แฟชั่นเสื้อผ้า 28% อาหารและเครื่องดื่ม 24% และอื่นๆ 11%

ในระหว่างการใช้งาน J Shop Live Station จะมีทีมงานจากเพจ J Shop Thailand Live ไปช่วยโค้ช และเป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้คำแนะนำต่างๆ ทำให้การไลฟ์ของลูกค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงแตกตางจากการไลฟ์สดที่ทำเองที่บ้าน เพราะไม่มีระบบต่างๆ มารองรับ แต่ถ้าหากว่า ผู้ใช้บริการยังไม่สามารถสร้างยอดขายได้จากการไลฟ์ของตนเอง แต่สินค้ามีความน่าสนใจ ทางบริษัทก็จะช่วยรับฝากขายโดยนำสินค้านั้นๆ ไลฟ์ขายบนเพจของ J Shop Thailand Live ทำให้ผู้ใช้บริการไม่เสียโอกาสในการขายสินค้าของตนเอง และยังอาจได้เป็นพาร์ทเนอร์กันในอนาคตอีกด้วย

“สำหรับ J Shop Live Station จะมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และมีการเก็บค่าบริการเพิ่มเติมจนกว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ เริ่มมียอดขาย โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามจำนวนออเดอร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากลูกค้ามียอดขายมากค่าบริการก็จะลดต่ำลง เช่น ผู้ใช้บริการในระดับเริ่มต้นที่มีจำนวนออเดอร์ไม่ก็อาจเสียค่าธรรมเนียมทรานแซกชั่นละ 5 บาท แต่ถ้ามียอดเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ออเดอร์ต่อเดือน อาจเสียค่าธรรมเนียนมทรานแซกชั่นละ 3 บาท เป็นต้น”

ตัวอย่าง ลูกค้าที่สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างชัดเจน จากการเข้ามาใช้บริการ J Shop Live Station เพื่อไลฟ์สดขายสินค้าเสื้อผ้ากีฬา โดยในช่วงเดือนแรกเริ่มต้นจากยอดขายประมาณ 2 - 3 หมื่นบาท เมื่อปรับตัวได้ยอดขายก็เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนบาทในเดือนถัดมา ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนต่อเดือน

ฐปนรรฆ์ชัย ย้ำว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการทำไลฟ์สด คือ การทำในคนรู้จักในช่วงเดือนแรก ดังนั้นจึงต้องสร้างคาแรกเตอร์ของตัวเองให้เป็นที่จดจำ ต้องสร้างโทนของภาพในสไตล์ที่ชอบ รวมถึงการสร้างบรรยากาศ แสง สี เสียง และแบ็คกราวนด์ด้านหลังให้โดดเด่น เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำ

นอกจากนี้ การทำไลฟ์สดที่ดี ยังต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องตัวสินค้าที่จะนำมาขายในวันนั้นๆ ควรเรียงลำดับสินค้าที่จะขายให้มีความต่อเนื่องจึงอาจต้องมีการทำสคริปท์ เนื่องจากการไลฟ์สดก็เหมือนกับการผลิตรายการทีวีที่มีขั้นตอนต่างๆ รวมถึงต้องจัดเตรียมระบบให้พร้อมก่อนการไลฟ์จะเริ่มต้น เพราะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจะทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีทรานแซกชั่นจากลูกค้าจะเข้ามาเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อลองเปรียบเทียบกับการที่ต้องทำไลฟ์สดเอง สำหรับมือใหม่อาจต้องมีการลงทุนในเรื่องต่างๆ มากมายเพื่อจัดเตรียมความพร้อม นอกเหนือจากตัวสินค้ายังมีเรื่องของ ซองพัสดุ หรือกล่องสำหรับแพ็คสินค้า เครื่องพิมพ์เอกสารสำหรับทำใบปะหน้ากล่อง รวมถึงการซื้อชุดไฟ และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 10,000 - 15,000 บาท จึงกลายเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มขายสินค้า

ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีระบบบริหารจัดการที่ดี เพื่อทำให้การขายของผ่านไลฟ์สดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นการลดต้นทุนการจัดการธุรกิจให้น้อยลงได้ ที่สำคัญ คือ การมีผู้ช่วยทางความคิดที่สามารถให้คำแนะนำได้ตลอด ทำไมไม่ต้องเสียเวลากับการลองผิดลองถูก ก็ย่อมจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

บทความแนะนำ

MAISON CRAFT พัฒนางานจักสานชุมชนสู่ตลาดโลก

MAISON CRAFT เป็นแบรนด์สินค้าหัตถกรรมไทยยุคใหม่ ที่เกิดจากความคิดที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านอย่าง “งานจักสาน” ไม่ให้จางหายไปตามกาลเวลาของ คุณเมย์ - เมทินี รัตนไชย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MAISON CRAFT ซึ่งคุณเมย์ได้อาศัยประสบการณ์จากงานประจำที่ทำเกี่ยวกับการออกแบบ และตกแต่งภายในมาประยุกต์ใช้จน สินค้าพื้นบ้านอย่าง “เสื่อกก” ได้กลายมาเป็นสินค้าที่มีดีไซน์โดดเด่นชนิดที่ว่าคนทั่วโลกให้การยอมรับ

SME One : แบรนด์ MAISON CRAFT เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เมทินี : MAISON CRAFT เริ่มต้นมาจาก Background เดิมของเมย์ทำงานออกแบบภายใน ตกแต่งภายใน แล้วงานที่ทำก็ต้องหาพวกวัสดุตกแต่งอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งทำให้มีโอกาสได้เข้าไปเจองานหัตถกรรมของชุมชนในไทยเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ก็เล็งเห็นว่างานหัตถกรรมไทยค่อนข้างหายากมาก ๆ ณ ตอนนั้น หายากในแง่ที่ว่ามันเป็นงานหัตถกรรมที่ยังเป็นรูปแบบเดิม ๆ แล้วก็เป็นรูปแบบที่หายไปเรื่อย ๆ ทำให้เมย์กับเพื่อน ๆ ที่ทำงานด้วยกันเห็นตรงกันว่า ถ้าอย่างนั้นลองมาช่วยพัฒนางานหัตถกรรมเพื่อให้มันอยู่ได้ เหมือนกับว่าเป็นหนึ่งในศิลปวัฒนธรรมของไทยที่เราช่วยกันรักษาเอาไว้

 

SME One : ชื่อ MAISON CRAFT มาจากอะไร

เมทินี : ตอนตั้งชื่อแบรนด์ เราอยากให้เป็นชื่อที่ทำให้คนนึกถึงบ้าน นึกถึงพวกงานฝีมือ หรืองานทำมืออะไรทำนองนี้ ก็เลยเป็นชื่อว่า MAISON CRAFT เพราะว่า Maison ก็แปลว่าบ้านในภาษาฝรั่งเศส ส่วนคำว่า Craft ก็มาจากงานหัตถกรรม หรืองานฝีมือ

 

SME One : วันที่ตัดสินใจเริ่มต้นเป็น SMEs มองเห็นโอกาสทางธุรกิจอย่างไร

เมทินี : ในวันนั้นเผอิญว่าได้มีโอกาสไปที่ต่างประเทศ ก็คือเหมือนกับมีเพื่อนที่รู้จักกันที่อยู่ต่างประเทศ คือมันมีความคิดอยู่ในหัวมาก่อนหน้านี้ว่าสินค้าหัตถกรรมไทยมันมีโอกาสในการขายหรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจว่าถ้าอย่างงั้นเราลองมาทดสอบดูว่าสิ่งที่เราคิดว่างานหัตถกรรมไทยกับคนต่างชาติที่เขาน่าจะเล็งเห็นคุณค่าของงาน มันน่าจะมีกลุ่ม ๆ นี้อยู่ในตล่างประเทศ ตอนนั้นเรากับเพื่อนก็ลองเอาสินค้าไปวางขาย เอาของเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาของหัตถกรรมไปจัดเป็นเหมือนแบบเป็น Gallery เล็ก ๆ 7 วัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราว แล้วก็เอาสินค้าลองไปตั้งวางดูว่าจะมีคนสนใจมาสอบถาม มาซื้อหรือไม่ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดี ก็เลยคิดว่าถ้าอย่างงั้นสิ่งที่เราคิดก็น่าจะถูกต้อง มีโอกาสทางตลาดที่พวกงานหัตถกรรมไทยจะเป็นที่ต้องการของคนต่างชาติ

ตอนนั้นเราเอาไปวางขายใน Flea Market คนต่างชาติเห็นสินค้าแล้วร็สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เตะตา เพราะเป็นรูปแบบงานหัตถกรรมไทยของเราซึ่งไม่เหมือนกับของบ้านเขา แล้วพอเรามีการเล่าเรื่องราวที่มาของสินค้าของเราแต่ละชิ้น มีรูปภาพประกอบ เขาก็ยิ่งดื่มด่ำกับกระบวนการผลิตที่กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละชิ้น ๆ ก็เพิ่มความน่าสนใจมาก ขึ้นจนท้ายที่สุดเขาก็ขอซื้อกัน สินค้าที่ลองเอาไปวางขายตอนนั้นก็ไม่ใช่สินค้าของเราในปัจจุบัน แต่เป็นพวกกระติ๊บข้าวเหนียว ตะกร้า กระจาด แบบที่ชาวบ้านใช้กัน

SME One : แนวคิดของ MAISON CRAFT คือการเอาสินค้าดั้งเดิมบางส่วนมาประยุกต์กับความทันสมัยใช่หรือไม่

เมทินี : ตอนที่เราไปทดสอบตลาด เราก็เห็นแล้วว่าจริง ๆ ก็เป็นงานดั้งเดิมของเรา แต่ว่าสิ่งที่เราเลือกเข้าไปจัดวางให้มันเป็นรูปแบบการจัดแบบใหม่ แล้วก็เราก็ไม่ได้เลือกรูปแบบงานหัตถกรรมที่เป็นแบบโบราณมากเกินไป ไม่ใช่แบบเป็นกระเป๋าคุณป้า คุณนาย เพราะเราก็รับรู้อยู่ว่าฝรั่งเขาไม่ได้มีพฤติกรรมที่ใช้สินค้าแบบนี้อยู่แล้ว เราก็จะเลือกพวกงานหัตถกรรมดั้งเดิมแต่พยายามเลือกที่ไม่มีรายละเอียดมากนัก แล้วเราก็พอรู้ว่ามันมีรูปแบบ มีสไตล์ที่เขาชอบอยู่ประมาณไหน เราก็เอางานหัตถกรรมดั้งเดิมมาพัฒนาที่ทำให้มีฟังก์ชันที่ฝรั่งเขาใช้กัน แล้วก็เป็นรูปแบบที่เขาใช้ได้ในทุก ๆ บ้าน ก็เลยมาลงเอยในสินค้าที่เป็นกลุ่ม Living Product

วันที่เราได้โฟกัสแล้วว่าเราจะทำสินค้าที่เป็น Living Product เราใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ที่เราเลือกตอนนั้นก็จะใช้เป็นพวกไม้ไผ่ แล้วก็มีพวกเส้นฝ้ายที่เป็นฝ้ายทอเป็นผืนหรืออะไรต่าง ๆ สินค้า Lot แรก ๆ ก็จะมีพวกกลุ่มโคมไฟ ตะเกียง ทำเป็นกระเป๋าใบเล็กๆ เป็นกระเป๋าแบบมีซิป ไม่ใช่แบบกระเป๋าถือ จะเป็นแบบกระเป๋าแบบ Casual อะไรประมาณนี้ที่ทำออกมา

ณ ตอนนั้นก็คือต้องพูดว่าลองผิดลองถูกก่อน เราคิดว่ากระเป๋ามันน่าจะเป็นอะไรที่ซื้อง่าย ส่วน Living Product คิดว่าสินค้ามันไม่ได้ออกไวก็เลยลองเอามา Balance กันดูว่ามันมีผลตอบรับอย่างไรบ้าง ซึ่งพวกกระเป๋าก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่ขายง่าย แต่พอถึงจุดหนึ่งมันก็เริ่มอิ่มตัว เพราะว่ากลุ่มสินค้าของเราค่อนข้างเจาะไปที่ตลาดแบบกลุ่มเล็ก คือเป็นกลุ่มคนที่ชอบสินค้าหัตถกรรม แล้วก็ชอบของแบบแปลก ๆ อยากมีสินค้าที่เป็นของตัวเองชิ้นเดียวอะไรประมาณนี้ แล้วก็จะมีพวกกลุ่มศิลปิน Artist อะไรต่าง ๆ มาอุดหนุน ซึ่งกลุ่มคนตรงนี้ก็จะน้อยหน่อย แล้วพอเป็นส่วนพวกของแต่งบ้านพวกโคม ตะเกียงอะไรต่าง ๆ เนื่องจากว่าเราไปออกตลาดที่เป็นตลาดของ Expat ในไทย มูลค่าที่เขาเล็งเห็นมันจึงดูสูงกว่าตัวกระเป๋า แล้วก็คนต่างชาติเขาชอบแต่งบ้านอยู่แล้ว ก็เลยทำให้สินค้าแต่งบ้านที่อาจจะออกบ่อยไม่เท่า แต่ว่าเราได้จาก Margin มากกว่า ทำให้เราเริ่มลดตัวที่เป็นกระเป๋าลง แล้วก็ไปโฟกัสพวก Living Product มากขึ้น จนปัจจุบันนี้ MAISON CRAFT มีสินค้ากลุ่มเดียวคือ Living Product

 

SME One : ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเจอปัญหาอะไรบ้าง และแก้ปัญหาอย่างไร

เมทินี : ปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มเลยก็คือการหาผู้ผลิต เพราะตอนแรกเราไม่รู้จักชุมชนที่เขาทำงานด้านนี้ ไม่รู้จักสักที่เลย เราเริ่มจากลองผิดลองถูก เริ่มจากเอาที่ชุมชนใกล้บ้านก่อน ก็มีทั้งได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือแบบว่าพอได้ออเดอร์สินค้ามาแล้วแต่ผู้ผลิตไม่ยอมทำให้ต่อก็มีเหมือนกัน ทำให้เราก็ต้องเปลี่ยน แล้วสินค้าประเภทนี้เนื่องจากว่าเราโฟกัสที่พวกงานหัตถกรรมจากชุมชน การทำงานตรงนี้ก็ไม่ใช่งานหลักของชาวบ้าน คือต้องว่างจากการทำสวนทำไร่ถึงมาทำเป็นรายได้เสริม มันก็เลยแบบว่าเราไม่สามารถคอนโทรลเรื่องเวลากับเขาได้ ก็คือเขาพร้อมจะทำเมื่อไหร่ เขาถึงจะทำให้เรา ก็ทำให้เราควบคุมเรื่องระยะเวลาการผลิตไม่ได้เลยในตอนแรก ๆ คือต้องเรียนรู้กันเป็นปี ๆ ว่าสรุปแล้ว เราสามารถกำหนดระยะเวลาของการผลิตได้เท่าไหร่ เพื่อที่เราเองจะต้องมาคุยกับลูกค้าอีกว่าออเดอร์ที่เขาสั่งจะได้ประมาณระยะเวลาเท่านี้ ๆ

 

SME One : สินค้าของ MAISON CRAFT มีความทันสมัย เราเข้าไปช่วยพัฒนางานจักสานให้กับชาวบ้านอย่างไร

เมทินี : จริง ๆ ก็เหมือนอาศัยการปรับตัวร่วมกันมากกว่า คือฝั่งเราเองก็ไม่สามารถไปผลักดันให้ชาวบ้านทำแบบที่เราอยากได้ 100% แล้วชาวบ้านเองก็ต้องบอกในสิ่งที่เขาทำได้ หรือไม่ได้ ต้องบอกทั้งเวลา หรือวิธีการผลิต หรือวัสดุที่ใช้ในการผลิตต่าง ๆ เหมือนกับต้องเรียนรู้กันไป ก็คือต้องทั้งผลัก ทั้งดึง ทั้ง 2 ฝั่งให้ Balance กัน จากการเรียนรู้ก็คือ ท้ายที่สุดต้องยอมรับบางเรื่อง เหมือนกับเราอยากได้งาน 100% เราอาจจะต้องลด ตัดออกไปสัก 25% เหลือ 75% อะไรแบบนี้

 

SME One : ช่วงเริ่มต้นธุรกิจขายสินค้าผ่านช่องทางไหนบ้าง 

เมทินี : เราตั้งใจตั้งแต่แรกว่าอยากจะเน้นกลุ่มต่างชาติ แต่ว่าในเมื่อเราอยู่เมืองไทย เราก็ทำได้เพียงช่องทางเดียวคือทำเว็บไซต์ ณ ตอนนั้นก็คือก็ทำเว็บไซต์ทิ้งไว้ก่อน ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้วิธีจะหา Traffic อะไรต่าง ๆ ที่เข้ามาซื้อของในเว็บได้ เราก็เลยลุยธุรกิจจากในไทย เริ่มไปออกงาน Event ที่จะเป็นกลุ่ม Expat ในไทยที่กรุงเทพ เราก็พยายามหาว่าแต่ละเดือนมีงานที่ไหนบ้าง คนก็จะเริ่มรู้จักเราจากที่งาน Event เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบันเราขายต่างประเทศประมาณ 70% และในไทยประมาณ 30%

 

SME One : ตลาดต่างประเทศปัจจุบัน MAISON CRAFT ขายอยู่ที่ภูมิภาคไหนมากสุด 

เมทินี : ปัจจุบันเราขายส่งออกต่างประเทศผ่านช่องทาง Marketplace ของทางอเมริกา ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเราอยู่ที่ฝั่งอเมริกา ถ้านอกเหนือจากตรงนี้ คือต้องบอกว่า ณ ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มมีการนำภาษีนำเข้าเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ทำให้ช่วงเวลานี้ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เราเห็น Feedback ที่มันเกิดขึ้น คือยอดเราดรอปลงไป ส่วนฝั่งที่เป็นเอเชียเองก็ยังพอมีตัวเลขการขายมาจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น เข้ามาบ้าง

 

SME One : ช่วง COVID-19 ธุรกิจได้รับผลกระทบขนาดไหน

เมทินี : กระทบกระเทือนมาก ถึงแม้ว่าเราจะเป็นสินค้า Living Product ก็จริง ที่บอกว่าพอคนอยู่บ้านมากขึ้นคนมักจะซื้ออะไรเพิ่ม  แต่ว่าสินค้าเรามันเป็นสินค้าที่ไม่ได้จำเป็นต้องมี มันเป็นแบบถ้ามีก็ดี ทำให้ยอดขายเราตกฮวบฮาบ ส่วนการปรับตัว เดิมทีก่อน COVID-19 เรามีขายทั้งออนไลน์แล้วก็ออฟไลน์ ออฟไลน์ของเราก็คือวางขายตาม Shop ห้าง ร้านค้าต่าง ๆ ในไทยทั้งหลาย ซึ่งยอดขายในไทยของเราที่มีประมาณ 30% ตอนช่วงแรกก็เพิ่มเป็น 40-45% แต่พอ COVId-19 รอบนี้ ตัวเลขจาก 45 ก็ลดเป็น 40 เป็น 30 จนตอนนี้แทบจะเหลือ 10% แล้ว เพราะพอล็อกดาวน์ ห้างปิด พอเปิดมาคนยังไม่ทันกลับมาก็ถูกปิดอีกรอบ 

ตอนนี้เราก็พยายามดิ้นสุด ๆ คือมี Event ที่ไหนที่จัดได้ในต่างจังหวัด เราก็ส่งของไป จ้างเด็กให้ไปจัดในจังหวัดนั้น ๆ ก็ทำให้พอได้ยอดกลับขึ้นมาบ้าง แต่ตอนนี้ก็พยายามเน้นไปที่ทางออนไลน์มากขึ้น พยายามไปหา Channel Marketplace ของต่างประเทศมากขึ้น ทำให้มียอดกลับมาเพิ่มขึ้นบ้าง

 

SME One : ที่ผ่านมาเคยไปขอคำปรึกษาจากทางหน่วยงานของรัฐบ้างหรือไม่

เมทินี : เรามีไปออกบูธกับทางกรมส่งเสริมการส่งออกระหว่างประเทศทุกปี แล้วก็จะมีไปกับทางศูนย์ศิลปาชีพนานาชาติที่จะจัดงาน Craft ปีละครั้ง ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการไปออกบูธ แต่ถ้าเป็นการเข้าไปขอคำปรึกษาก็จะมีช่วงแรกๆ ที่ไปเข้าฝึกอบรมบ้าง

 

SME One : อยากจะขยาย หรือต่อยอดธุรกิจอย่างไรในอนาคต

เมทินี : ณ ปัจจุบันก็คิดว่าเราน่าจะหา Product ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคที่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ก็พยายามเริ่มหาสินค้าที่มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเขา อาจจะไม่ใช่สินค้าเดิมที่เป็นแค่สินค้าเติมเต็ม ไม่ได้เป็นของจำเป็น ที่คิดไว้ก็คืออยากจะทำสินค้ากลุ่มที่เป็น Health Care แต่ว่าก็คือจะมี Background จากที่ชุมชนเป็นผู้ผลิตให้เหมือนเดิม อาจจะทำเป็นเหมือนผ้าทอที่สามารถเอาไปใช้แล้วมีตัวนวัตกรรมฆ่าเชื้อโรคอะไรต่าง ๆ ได้ให้คนได้เอาไปใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือเป็นผ้าอะไรต่าง ๆ 

SME One : ที่ผ่านมาเคยทำงาน Project ลักษณะแบบ B2B หรือไม่ เช่นดีลกับโรงแรม รีสอร์ท หรือร้านอาหาร

เมทินี : ก็มีบ้างเหมือนกัน แต่จะเป็นในลักษณะของการสั่งซื้อสำเร็จจากเราไปเป็นล็อตใหญ่ หรือว่าป็นงานลักษณะ Build in ที่ทำงานกับทางฝั่งดีไซน์เนอร์ที่ทำงานตกแต่งภายใน แล้วเราก็ไปทำพวกกรุฝ้าเพดานด้วยแผ่นเสื่อของเราตามลวดลายที่เขาออกแบบมาผสมผสานกัน งานลักษณะนี้จะทำกับกลุ่มโรงแรมรีสอร์ทในประเทศไทย

จริง ๆ แล้ว ธุรกิจฝั่ง B2B เราพยายามคิดที่จะไปทำงานกับกลุ่มบริษัทอสังหาฯ ตั้งแต่ช่วงก่อนจะเกิด COVID-19 แต่พอ COVID-19 มาก็เหมือนกับว่างานพวกนี้กับ Project ที่เป็นร้านอาหารและโรงแรมก็ดรอปลงไปด้วย

 

SME One : คิดว่าอะไรคือ Key Success ของทางแบรนด์ MAISON CRAFT

เมทินี : ตามความเข้าใจ หนึ่งก็คือเรารู้กลุ่มเป้าหมายเราชัดเจนแน่ ๆ แล้วตั้งแต่แรกว่าเป็นกลุ่มต่างชาติ ทีนี้มันก็เลยทำให้เราพยายามทำสินค้าออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้จริง ๆ นอกจากนี้ก็คือ เราก็รู้ว่าช่องทางไหนที่สินค้าจะไปถึงกลุ่มคนเหล่านี้ได้ คือเราพยายามไป Join กับทุกที่เพื่อที่ว่าอย่างน้อยมันก็เป็นการเหมือนเพิ่มการมองเห็นในโลกออนไลน์ให้มากที่สุด 

พอเราเองเข้าใจในตัว Positioning ของเรา อย่างน้อยเราก็มั่นใจว่าเป็นทางที่ถูกแน่ ๆ แต่อาจจะแบบมีหลงบ้างอะไรบ้างระหว่างทาง แต่ว่าอย่างไรมันก็คือเส้นทางที่ทำให้เรายังอยู่มาได้ แล้วก็ลูกค้าต่างประเทศเองก็ยังมองว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าที่ไม่เหมือนใคร เป็นสินค้าทำมือ แล้วเขาก็เข้าใจในจุดที่เรา Present ไปว่าเป็นสินค้าจากชุมชน เข้าใจที่ว่าสินค้าของเรานอกจากเขาได้สินค้าสวยงามสำหรับบ้านแล้ว เงินส่วนก็กลับไปถึงชุมชนแน่ ๆ 

 

SME One : อยากจะให้ฝากคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่อยากจะทำงานร่วมกับชุมชน

เมทินี : ถ้ารวบรวมจากความผิดพลาด จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คิดว่าถ้าใครอยากจะมาร่วมทำงานกับชุมชนเพื่อทำเป็นธุรกิจจริงๆก็อาจจะต้องทำ Research หนัก ๆ ว่าเราต้องการเจาะตลาดกลุ่มไหน แล้วกลุ่มเป้าหมายเรามีความต้องการอะไร ก่อนที่เราจะได้มาซึ่งสินค้านั้นๆ

 

บทสรุป

ความสำเร็จของ MAISON CRAFT มาจากความเข้าใจในตัวสินค้า และเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จึงสามารถออกแบบสินค้ามาได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยอาศัยประสบการณ์จากการทำงานออกแบบและตกแต่งภายใน นอกจากนี้แล้วการที่ MAISON CRAFT เป็นสินค้าจากชุมชนก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทางฝั่งตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือที่เรียกว่า Sustainable Development เพราะรู้ดีว่าเงินรายได้ที่มาจากการขายสินค้าจะถูกส่งต่อไปถึงชุมชนปลายทาง

บทความแนะนำ